| |
ความสำคัญของโรงกระสาปณ์สิทธิการสู่พิพิธภัณฑ์เหรียญ กรมธนารักษ์
(0 โหวต)
| ยอดผู้เข้าชม : 57
 
นางจริญญา  บุญอมรวิทย์*
 
 
     

    การปรับปรุงประเทศครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่อระบบเงินตราไทยให้มีลักษณะสากลนิยม มีการนำ “เหรียญกลมแบน” ออกใช้แทน “เงินพดด้วง” นับเป็นจุดเริ่มต้นของยุคเหรียญกษาปณ์ไทย ในสมัยนั้นเริ่มก่อตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่สำคัญในการผลิตเหรียญกษาปณ์ให้มีความเพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการใช้ในระบบเศรษฐกิจ คือ โรงกระสาปน์สิทธิการ และจากนั้นได้มีปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอกับภาวะเศรษฐกิจในแต่ละยุคสมัย โดยโรงกษาปณ์แต่ละแห่งได้ผลิตเหรียญกษาปณ์ซึ่งแฝงไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ปัจจุบันเหรียญกษาปณ์เหล่านี้ได้จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์เหรียญ กรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ด้านเหรียญกษาปณ์ สำหรับเยาวชน ผู้สนใจ และนักสะสมเหรียญ ในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเหรียญกษาปณ์ รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคม ผ่านเหรียญและเงินตราไทยในยุคต่างๆ

    จุดเริ่มต้นของโรงกษาปณ์ไทยสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ในยุคที่สยามกำลังพัฒนาและปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยพร้อมๆ กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้า ภายหลังการทำสนธิสัญญา “เบาว์ริง” กับประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ หลังจากนั้นการค้าของสยามมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก โดยเห็นได้จากปริมาณเรือจากต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อค้าขาย ในสยาม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีละ ๑๒ ลำ เป็นปีละกว่า ๒๐๐ ลำ ผลจากการขยายตัวทางการค้าอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนเงินพดด้วงเพื่อใช้ในการค้าขาย เนื่องจากการผลิตทำได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ แม้จะระดมการผลิตแล้วสามารถผลิตได้วันละ ๒,๔๐๐ บาท เท่านั้น รวมทั้งเกิดปัญหาการปลอมแปลงเงินพดด้วง เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุของการสร้างโรงกษาปณ์แห่งแรก เพื่อให้มีการผลิตเหรียญใช้ในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอ

 

โรงกระสาปน์สิทธิการแห่งแรก สมัยรัชกาลที่ ๔

2.1

 

 

    ในปี พ.ศ. ๒๔๐๐ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะราชทูตไทยเดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ เพื่อถวายพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการเป็นการตอบแทนที่ส่งเซอร์จอร์น เบาร์ริง เข้ามาเจริญพระราชไมตรี โดยในระยะเวลานั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระราชดำริให้ปรับปรุงรูปแบบเงินตราไทยให้เป็นสากล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะราชฑูตสั่งซื้อเครื่องจักรกำลังไอน้ำจากบริษัทเทเลอร์ เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ในราคา ๓,๐๐๐ ปอนด์ มาใช้ในการผลิตเหรียญกษาปณ์ ระหว่างรอเครื่องจักรที่สั่งซื้อความทราบถึงสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย จึงทรงจัดส่งเครื่องผลิตเหรียญกษาปณ์ขนาดเล็กทำงานด้วยแรงคนเข้ามาถวายเป็นราชบรรณาการ ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๐๐ ซึ่งได้นำมาผลิตเหรียญกลมแบน ขนาดราคาหนึ่งบาท สองสลึง สลึง และเฟื้อง เหรียญชุดนี้เรียกกันโดยทั่วไปว่า “เหรียญบรรณาการ”

 

2.2       2.3      2.4

 

     ต่อมาเมื่อเครื่องจักรชนิดแรงดันไอน้ำที่สั่งซื้อส่งมาถึงสยาม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงกษาปณ์ขึ้น และพระราชทานนามว่า “โรงกระสาปน์สิทธิการ” ตั้งอยู่บริเวณโรงทำเงินพดด้วง ด้านหน้าพระคลังสมบัติ บริเวณมุมถนนใกล้กับทางออกประตูสุวรรณบริบาลด้านทิศตะวันออก มีลักษณะเป็นอาคาร ๒ ชั้น ก่ออิฐถือปูน มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก มีทางขึ้นชั้นสองอยู่ทางด้านหน้า โดยมีการประกาศใช้เหรียญกษาปณ์ที่ผลิตได้เป็นครั้งแรก เป็นตราพระมหามงกุฎในวงจักร ประกอบด้วย ๕ ชนิดราคา คือ บาท กึ่งบาท สลึง เฟื้อง และกึ่งเฟื้อง เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๓ โดยให้ใช้ควบคู่ไปกับเงินพดด้วง แต่ไม่โปรดเกล้าฯ ให้มีการผลิต เงินพดด้วงเพิ่มขึ้นอีก ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๐๕ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ผลิตเหรียญดีบุก อัฐ และโสฬส เพิ่มขึ้น และผลิตเหรียญทองแดง ซีก และเสี้ยว เพื่อใช้แทนเบี้ย ในปี พ.ศ. ๒๔๐๙ และในปี พ.ศ. ๒๔๐๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผลิตเหรียญกษาปณ์ทองคำและเหรียญกษาปณ์เงินชนิด ราคา ๔ บาท หนัก ๖๐ กรัม ตราพระมหามงกุฎ - กรุงสยาม เพื่อพระราชทานเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา และพระราชทานพระบรม ราชานุญาตให้ใช้ประดับได้เช่นเดียวเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ภายหลังจากการสร้างโรงกษาปณ์แห่งที่ ๒ รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้โรงกษาปณ์แห่งนี้เป็นโรงหมอและเป็นคลังราชพัสดุ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ เกิดไฟไหม้หมดทั้งหลัง

 โรงกระสาปน์สิทธิการแห่งที่ ๒ สมัยรัชกาลที่ ๕

 

2.9

 

     ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของสยามมีความเจริญรุ่งเรืองพร้อมๆ กับการขยายตัวด้านการค้ากับต่างประเทศ การผลิตเหรียญกษาปณ์เพื่อใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จึงมีปัญหาการผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ประกอบกับเครื่องจักรเดิมเริ่มเก่าและชำรุด โดยเหรียญกษาปณ์เหรียญแรกที่ผลิตในรัชกาลที่ ๕ คือ เหรียญกษาปณ์ดีบุก ตราพระจุลมงกุฎ - พระแสงจักร ราคาโสฬส ผลิตขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาเหรียญปลีกย่อยปลอมที่ระบาดในสมัยรัชกาลที่ ๔ ต่อมาได้มีการผลิตเหรียญเงิน ตราพระจุลมงกุฎ - พระแสงจักร ออกใช้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๒ ราคา “บาท สลึง เฟื้อง” เป็นเงินตราประจำรัชกาล จากนั้นจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สั่งซื้อเครื่องจักรผลิตเหรียญกษาปณ์เครื่องใหม่ชนิดขับเคลื่อนด้วยแรงดันไอน้ำที่มีกำลังผลิตสูงขึ้น พร้อมกับการสร้างโรงกระสาปน์สิทธิการขึ้นใหม่ให้มีความกว้างขวางกว่าเดิม เพื่อรองรับความต้องการใช้เหรียญกษาปณ์ที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น โดยสร้างอาคารขึ้นบริเวณด้านทิศตะวันตกของประตูสุวรรณบริบาลตรงข้ามกับโรงกษาปณ์แห่งแรก มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบตะวันตก อาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูง ๒ ชั้น ก่ออิฐถือปูน ลักษณะพิเศษของอาคาร คือ มีหัวเสาแบบไอโอนิค (lonic) ประดับด้วย ลายปูนปั้นรูปใบผักกาดตามลักษณะสถาปัตยกรรมแบบกรีก - โรมัน (ปัจจุบัน คือ พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตน- ศาสดาราม) โดยมีพระราชพิธีสมโภชและเปิดโรงกษาปณ์ขึ้นเป็นทางการเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๔๑๙ และได้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ตราพระบรมรูป - ตราแผ่นดิน (ตราอาร์ม) ชนิดราคาบาทหนึ่ง สลึงหนึ่ง เฟื้องหนึ่ง ซึ่งเป็นเหรียญกษาปณ์ไทยรุ่นแรกที่มีพระบรมรูปพระมหากษัตริย์บนหน้าเหรียญตามแบบสากลนิยม อันเป็นรูปแบบที่ถือปฏิบัติต่อมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะพระคลังมหาสมบัติทำหน้าที่ดูแลเรื่องการผลิตเงินตราขึ้นเป็น “กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ”และในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ทรงปฏิรูประบบการผลิตเงินตราไทยให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยการนำระบบทศนิยมตามแบบสากลมาใช้ในหน่วยเงินตราของไทย คือ เงิน ๑ บาท แบ่งเป็น ๑๐๐ สตางค์

 

 2.5         2.6

 

โรงกระสาปน์สิทธิการแห่งที่ ๓ ริมคลองหลอด สมัยรัชกาลที่ ๕

 

2.10

 

 

     ความเจริญก้าวหน้าด้านการค้าของสยามขณะนั้นส่งผลให้ความต้องการใช้เหรียญกษาปณ์เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่เครื่องจักรแรงดันไอน้ำที่มีอยู่เริ่มชำรุด เนื่องจากใช้ติดต่อกันมาเป็นเวลานานถึง ๒๕ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงกระสาปน์สิทธิการแห่งใหม่ขึ้นในพื้นที่ของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล บริเวณริมคลองคูเมืองเดิมไปทางเหนือ ซึ่งเดิมเป็นวังที่ประทับของบรรดาเจ้านายหลายพระองค์ ได้แก่ พระเจ้าบวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสนั่น , พระองค์เจ้าสุทัศน์นิภาธร, พระเจ้าบวรวงศ์เธอ กรมหมื่นสถิตย์ธำรงสวัสดิ์ , พระองค์เจ้าวิไลยวรวิลาส , พระองค์เจ้าไชยรัตน์ และพระเจ้าบวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุมาศ ซึ่งรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำริให้สร้างโรงกษาปณ์สำหรับผลิตเงินเหรียญขึ้นใช้เองภายในประเทศ โดยทรงพระราชทานเงินค่ารื้อถอนสำหรับสร้างวังใหม่แก่เจ้านายทุกพระองค์ รัชกาลที่ ๕ ทรงเสด็จพระราชดำเนินเปิดอาคารเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๕ รูปแบบสถาปัตยกรรมของโรงกระสาปน์สิทธิการแห่งนี้เป็นแบบตะวันตก และสร้างตามแบบโรงงานเครื่องจักรที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ มีลักษณะอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงจั่ว ออกแบบก่อสร้างโดยนายคาร์โล อัลเลกรี (Carlo allegri) นายช่างใหญ่ประจำราชสำนักสยาม โดยออกแบบอาคารเชื่อมโยงต่อกันเป็นกลุ่มอาคารรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสล้อมรอบลานโล่ง (Court) ภายในบริเวณลานโล่งเป็นที่ตั้งของถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ตั้งบนโครงสร้างเหล็กที่สร้างขึ้นพร้อมตัวอาคาร สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตเหรียญและใช้สำหรับอุปโภคบริโภคทั่วไป และกำหนดทางเข้าหลักไว้ ๒ ทาง คือ บริเวณประตูทางเข้าอาคารด้านหน้า (ด้านทิศตะวันตกที่ติดกับถนนเจ้าฟ้า) และบริเวณช่องเปิดรูปโค้งขนาดใหญ่ทางมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

     กรมศิลปากรได้ประกาศให้อาคารโรงกระสาปน์สิทธิการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๒๑ (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๕ ตอนที่ ๙๘ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๒๑) และกรมธนารักษ์ได้ยกอาคารโรงกระสาปน์สิทธิการ ซึ่งเป็นอาคารและที่ดินเฉพาะส่วนด้านหน้าให้กรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๑๗ เพื่อจัดตั้งเป็น “หอศิลปแห่งชาติ” ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๒๖ จึงได้ ยกอาคารและที่ดินส่วนด้านหลังทั้งหมดให้เพิ่มเติม โดยมีเนื้อที่ทั้งหมด ๔ - ๓ - ๕๖ ไร่๗ 

    โรงกษาปณ์แห่งนี้ใช้เครื่องจักรผลิตเหรียญกษาปณ์เครื่องใหม่ที่ทำงานด้วยกำลังไฟฟ้า สามารถผลิตเหรียญกษาปณ์ได้ประมาณวันละ ๘๐,๐๐๐ ถึง ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ ต่อมารัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลิกใช้เงินพดด้วง ภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ หลังจากนั้นได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติมาตราทองคำ” รัตนโกสินทร์ศก (พ.ศ. ๒๔๕๑) และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผลิตเหรียญกษาปณ์ชนิดราคา ๑ บาท ตราพระบรมรูป - ไอราพต จากโรงกษาปณ์ปารีส จำนวน ๑,๐๓๖,๖๙๑ เหรียญ แต่ยังไม่ทันได้ประกาศใช้ก็สิ้นรัชกาลก่อน โดยตราไอราพตได้ใช้เป็นตราประจำแผ่นดินเรื่อยมาจนสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

 

2.7

 

 

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ โลหะที่ใช้ในการผลิตเหรียญกษาปณ์มีราคาสูงขึ้น จึงต้องลดส่วนผสมของโลหะเงินลงและผลิตธนบัตร ราคา ๑ บาท ออกใช้แทนเหรียญกษาปณ์ และทรงดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อประคองสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศให้สมดุลกับภาวะเศรษฐกิจโลกและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกจนสิ้นรัชกาลของพระองค์

สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

 

2.8

 

ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำยังคงต่อเนื่องในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พระองค์ทรงแก้ไขภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยุบฐานะของกรมกระสาปน์สิทธิการลงเป็นโรงงานขึ้นกับกรมฝิ่นหลวง ซึ่งเหรียญที่ใช้ในรัชกาลนี้เป็นชนิดนิกเกิล ราคา ๕ สตางค์ และชนิดทองแดง ราคา ๑ สตางค์ ที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิต และงดผลิตเหรียญกษาปณ์เป็นเวลานานถึง ๖ ปี โดยมีเหรียญเงิน ราคา ๕๐ สตางค์ และ ๒๕ สตางค์ ตราพระบรมรูป - ช้างทรงเครื่องยืนแท่น เป็นเหรียญประจำรัชกาล ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดโรงงานกษาปณ์แห่งนี้ขึ้นใหม่เพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ออกใช้เอง และปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ตั้งขึ้นเป็น “แผนกกษาปณ์” โอนไปสังกัดกรมพระคลังมหาสมบัติ ต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น “กองกษาปณ์” สังกัดกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง

 สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘

 

2.11

 

     ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ เป็นช่วงที่ประเทศไทยเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อีกครั้ง เมื่อเกิดสงครามโลก ครั้งที่ ๒ และในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ รัฐบาล ได้แก้ไขปัญหาการขาดแคลนเงินปลีก เนื่องมาจากสินค้ามีราคาสูง ส่งผลให้มีการนำเหรียญเงิน ราคา ๒ สลึง จากพระคลังมาหลอมและผลิตเหรียญเงิน ชนิดราคา ๒๐ สตางค์ ๑๐ สตางค์ และ ๕ สตางค์ ขึ้นใช้แทนการสั่งผลิตจากต่างประเทศ นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำโลหะเงินมาผลิตเป็นเงินปลีก ต่อมาโลหะเงินและทองแดงมีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้มีการนำแร่ดีบุกมาใช้ผลิตแทนเหรียญประจำรัชกาล คือ เหรียญดีบุก ตราพระบรมรูปรัชกาลที่ ๘ เมื่อครั้งเจริญพระชนมพรรษา - พระครุฑพ่าห์ 

     ต่อมาประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จึงมีความจำเป็นต้องขยายกำลังการผลิตเหรียญกษาปณ์ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในระบบเศรษฐกิจ ประกอบกับโรงกระสาปน์สิทธิการแห่งที่ ๓ มีพื้นที่คับแคบและไม่สามารถตั้งเครื่องจักรรุ่นใหม่ที่ทันสมัยได้ จึงพิจารณาเห็นควรหาพื้นที่สำหรับตั้งโรงกษาปณ์แห่งใหม่ และในสมัยรัชกาลที่ ๙ ได้มีการสร้างโรงกษาปณ์แห่งใหม่ จำนวน ๒ แห่ง ดังนี้


โรงกษาปณ์แห่งที่ ๔ ถนนประดิพัทธ สมัยรัชกาลที่ ๙

 

2.12

 

 

     สมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ มีการสร้างโรงกษาปณ์แห่งใหม่แห่งที่ ๔ ขึ้นบริเวณถนนประดิพัทธ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ ๑๑ ไร่เศษ มีพื้นที่เพียงพอสำหรับติดตั้งเครื่องจักรจำนวนหลายเครื่อง โรงกษาปณ์แห่งนี้สร้างเสร็จและเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยสามารถผลิตเหรียญกษาปณ์ออกใช้ได้ประมาณวันละ ๒ ล้านเหรียญ หรือ ๗๕๐ ล้านเหรียญต่อปี ในสมัยนี้ด้านหน้าของเหรียญกษาปณ์ทุกชนิดราคา เป็นพระบรมรูปรัชกาลที่ ๙ เพื่อสื่อความหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ข้อความว่า “ประเทศไทย” เพื่อสื่อความหมายถึงสถาบันชาติ และรูปโบราณสถานสำคัญทางศาสนาสื่อความหมายถึง สถาบันศาสนา เหรียญรูปแบบนี้มีการผลิตออกใช้หมุนเวียนเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบันโดยเปลี่ยนเลขปีพุทธศักราชบนเหรียญตามปีที่ผลิต และได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเหรียญกษาปณ์ครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ เมื่อรัฐบาลมีนโยบายผลิตเหรียญกษาปณ์ชุดใหม่ทุกชนิดราคา โดยทำการปรับปรุงขนาดและรูปแบบ รวมทั้งกำหนดให้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน ชนิดราคา ๑๐ บาท, ๕ บาท, ๑ บาท, ๕๐ สตางค์, ๒๕ สตางค์, ๑๐ สตางค์, ๕ สตางค์ และ ๑ สตางค์ รวมทั้งมีการผลิต “เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก” เพื่อเป็นที่ระลึกและบันทึกเหตุการณ์วาระ ที่สำคัญ โดยมีการผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จนิวัติพระนคร

 

2.13

 

หลังจากเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศภาคพื้นยุโรป ส่วนเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกชนิดขัดเงา มีการผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นต้นมา อย่างไรก็ตามด้วยเหตุที่โรงกษาปณ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านชุมชนมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถ ขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังผลิตเหรียญกษาปณ์ได้ ประกอบกับมลภาวะที่เกิดจากกระบวนการผลิตก่อให้เกิดผลกระทบแก่ชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ ส่งผลให้มีการสร้าง โรงกษาปณ์แห่งใหม่ที่รังสิต

โรงกษาปณ์แห่งที่ ๕ รังสิต สมัยรัชกาลที่ ๙

 

2.14

 

 

  โรงกษาปณ์ รังสิต ได้สร้างขึ้นบนเนื้อที่ประมาณ ๑๒๖ ไร่ ถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่ ๓๔ - ๓๕ ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดิมเป็นพื้นที่ของโรงงานทอกระสอบเดิมของกระทรวงการคลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเหรียญกษาปณ์ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพสูงเพื่อให้สามารถรองรับการผลิตเหรียญกษาปณ์ได้ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญต่อปี โดยได้ย้ายโรงกษาปณ์จากประดิพัทธมายังรังสิต เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๔ และดำเนินการผลิตอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๔๕ เป็นต้นมา โดยมีสำนักกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับการผลิตเหรียญกษาปณ์ อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ และผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ในโอกาสสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือเหตุการณ์ระหว่างประเทศเพื่อเป็นการเผยแพร่เกียรติยศ ชื่อเสียง และวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ผลิตเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เครื่องหมายตอบแทน และผลิตภัณฑ์สั่งจ้างต่างๆ ตามความต้องการของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจและเอกชน๑๐

 จากโรงกระสาปณ์สิทธิการสู่พิพิธภัณฑ์เหรียญ กรมธนารักษ์

 

2.15


นับจากโรงกระสาปน์สิทธิการแห่งแรกสมัยรัชกาลที่ ๔ จนถึงโรงกษาปณ์ รังสิต รัชกาลปัจจุบัน ถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของการผลิตเหรียญกษาปณ์เพื่อใช้ในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ปัจจุบันเหรียญเหล่านี้จัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์เหรียญ กรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นแหล่งความรู้สำหรับนักสะสมเหรียญ เยาวชน และผู้สนใจในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเหรียญกษาปณ์ รวมถึงความรู้ด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจสังคมผ่านเหรียญและเงินตราไทยในยุคต่างๆ ของไทยจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เหรียญเปิดให้เข้าชมนิทรรศการถาวรบริเวณชั้น ๑ ประกอบด้วย ห้องปฐมบทแห่งเงินตรา เป็นการจัดแสดงแอนิเมชั่นสี่มิติ ฉายบนผนังถ้ำแบบ ๓๖๐ องศา บอกเล่าจุดเริ่มต้นแห่งการแลกเปลี่ยนของสังคมมนุษย์ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก่อนแปรเปลี่ยนสู่การใช้สื่อกลางและปรับปรุงวัสดุที่ใช้เป็นสื่อกลางเมื่อโลกค้นพบโลหะ ห้องถัดมาเส้นทางวิวัฒนาการเงินตรา จัดแสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของก่อนจะพัฒนาการเป็นเงินกลมแบน และห้องพระผู้ปฏิรูปเหรียญกษาปณ์ไทย จัดแสดงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ต่อการปฏิรูปการค้าและระบบเงินตราไทย

 

2.16


การจัดแสดงชั้น ๒ ประกอบด้วยการจัดแสดงเหรียญ สมัยฟูนัน - ทวารวดี เหรียญศรีวิชัย โดยแพร่หลายไปตามเส้นทางการค้าในสุวรรณภูมิ จัดแสดงเหรียญจริงในบรรยากาศย้อนวันเวลา “สุวรรณภูมิ” และเข้าสู่ห้องยุคสมัยเงินตราไทย ที่เรียกว่า “พดด้วง” เป็นการเล่าเรื่องราวการใช้เงินพดด้วงตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผ่านบรรยากาศตลาดการค้าโบราณ รวมถึงการจัดแสดงเงินตราร่วมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้แก่ ล้านนา ล้านช้าง และเงินตราภาคใต้ เพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงการค้าใน ยุคโบราณผ่านการจำลองและ animation ห้องถัดมาได้แก่ ห้องกษาปณ์ในรัตนโกสินทร์ นำเสนอความเฟื่องฟูทางการค้าและระบบเงินตรานำไปสู่ความเป็นอารยะแห่งประเทศสยาม ให้ความสำคัญของการผลิตเงินกลมแบน เป็นการเปลี่ยนผ่านจากเงิน พดด้วงสู่เหรียญกษาปณ์ที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของนวัตกรรมการผลิตเหรียญ โดยเฉพาะโรงกระสาปน์สิทธิการทั้ง ๓ แห่ง มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตเหรียญตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ - ๘ ห้องถัดมานำเสนอเรื่องราวของเหรียญที่มีบทบาทในด้านศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ และประเพณีของคนไทย จนสู่ห้องเหรียญกษาปณ์จากต่างประเทศผ่านเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ของโลกที่จำลองขึ้น ห้องถัดมานำเสนอห้องกว่าจะมาเป็นเหรียญแสดงให้เห็นขั้นตอนการผลิตเหรียญ และห้องรู้รอบเหรียญ เป็นการให้ความรู้และเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเหรียญ และห้องสุดท้าย เป็นห้องร้อยเรียงเรื่องเงินตราไทย แสดงพัฒนาการของเงินตราจากอดีตสู่ปัจจุบัน

 

2.17

 

ห้องนิทรรศการถาวร ชั้น ๓ จัดแสดงเหรียญในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่เหรียญแรกจนถึงเหรียญสุดท้ายในรัชกาล นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์ยังจัดให้มีห้องสมุดเฉพาะทางเกี่ยวกับเหรียญ เพื่อการศึกษาค้นคว้าข้อมูลด้านเหรียญ และห้องกิจกรรมสำหรับผู้เข้าชมที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมร่วมกันของผู้ชม ทุกเพศทุกวัย

 

 

2.18



พิพิธภัณฑ์เหรียญเปิดให้บริการวันอังคาร - อาทิตย์ เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. โดยรอบแรกเริ่ม เวลา ๑๐.๐๐ น. และรอบสุดท้ายเวลา ๑๗.๐๐ น. เว้นรอบละ ๒๐ นาที โดยจะเปิดให้บริการเข้าชมการจัดแสดง ชั้น ๒ - ๓ เร็วๆ นี้

 

 

      


* ภัณฑารักษ์ชำนาญการ ฝ่ายพิพิธภัณฑ์เหรียญ ส่วนจัดแสดงทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน

กรมธนารักษ์.๒๕๔๖.หนังสือที่ระลึกพิธีเปิดโรงกษาปณ์ รังสิต.กรุงเทพมหานคร : บริษัท ดาวฤกษ์ จำกัด, หน้า ๓๖.

กรมธนารักษ์.๒๕๔๖.หนังสือที่ระลึกพิธีเปิดโรงกษาปณ์ รังสิต.กรุงเทพมหานคร : บริษัท ดาวฤกษ์ จำกัด, หน้า ๓๖ - ๓๗.

กรมธนารักษ์.ประวัติความเป็นมาของโรงกษาปณ์.[online].วันที่สืบค้น ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๑.http://www.treasury.go.th.

 กรมธนารักษ์.ประวัติความเป็นมาของโรงกษาปณ์.[online].วันที่สืบค้น ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๑http://www.treasury.go.th.

กรมธนารักษ์.๒๕๔๖.หนังสือที่ระลึกพิธีเปิดโรงกษาปณ์ รังสิต.กรุงเทพมหานคร : บริษัท ดาวฤกษ์ จำกัด, หน้า ๓๖ - ๓๗.

 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์.[online].สถาปัตยกรรม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ.วันที่สืบค้น ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๑. http://www.finearts.go.th/museumnationalgallery.

 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์.๒๕๔๒.นำชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์.กรุงเทพมหานคร : ศักดิโสภาการพิมพ์, หน้า ๑๗.

 กรมธนารักษ์.ประวัติความเป็นมาของโรงกษาปณ์.[online].วันที่สืบค้น ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๑http://www.treasury.go.th.

 กรมธนารักษ์.ประวัติความเป็นมาของโรงกษาปณ์.[online].วันที่สืบค้น ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๑http://www.treasury.go.th.

๑๐ กรมธนารักษ์.โรงกษาปณ์ รังสิต พุทธศักราช ๒๕๔๕ - ปัจจุบัน.[online].วันที่สืบค้น ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๑, http://www.royalthaimint.net

 

บรรณานุกรม

 กรมธนารักษ์.๒๕๔๖.หนังสือที่ระลึกพิธีเปิดโรงกษาปณ์ รังสิต.กรุงเทพมหานคร : บริษัท ดาวฤกษ์ จำกัด.

กรมธนารักษ์.ประวัติความเป็นมาของโรงกษาปณ์.[online].วันที่สืบค้น ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๑.http://www.treasury.go.th.

กรมธนารักษ์.โรงกษาปณ์ รังสิต พุทธศักราช ๒๕๔๕ - ปัจจุบัน.[online].วันที่สืบค้น ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๑, http://www.royalthaimint.net

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์.๒๕๔๒.นำชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์.กรุงเทพมหานคร : ศักดิโสภาการพิมพ์.

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์.[online].สถาปัตยกรรม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ.วันที่สืบค้น ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๑. http://www.finearts.go.th/museumnationalgallery.