| |
งานแทงหยวก: งานศิลปะคู่ถิ่นฐานย่านบางลำพู
(0 โหวต)
| ยอดผู้เข้าชม : 92
 
ลลิตา  อัศวสกุลฤชา*
 
 
1
นิทรรศการเรื่องงานแทงหยวกภายในพิพิธบางลำพู
 
          งานแทงหยวก ถือเป็นงานช่างฝีมือที่มีการสืบทอดมาแต่โบราณ ในอดีตงานแทงหยวกเป็นที่นิยมในหลายท้องถิ่น ถูกนำมาใช้ประกอบงานหรือพิธีกรรมทั้งในงานมงคลและอวมงคล ต่อมาเมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ความนิยมในงานแทงหยวกลดลงและวัตถุดิบที่ใช้สร้างงานแทงหยวกเริ่มหายากมากขึ้น ทำให้งานแทงหยวกใกล้จะเลือนหายไปจากสังคมไทย อย่างไรก็ตาม ชุมชนบางลำพูยังคงพยายามรักษาและสืบทอดศิลปะการแทงหยวกนี้ไว้ให้คงอยู่แก่ชนรุ่นหลัง
 
ความเป็นมาและความสำคัญของงานแทงหยวก
          การแทงหยวก คือ การนำกาบกล้วย ซึ่งเป็นส่วนเปลือกหุ้มลำต้นของกล้วย มาสลักด้วยมีดปลายแหลมให้เกิดลวดลายต่างๆ บางครั้งเรียกว่า การฉลุหยวก การสลักหยวก หรือการฉลุสลักหยวก นำมาใช้ตกแต่งชิ้นงานที่มีลักษณะชั่วคราวในพิธีกรรมทางศาสนาและประเพณีต่างๆ เช่น การตกแต่งเชิงตะกอนเผาศพ การตกแต่งเบญจาสำหรับวางบาตรน้ำมนต์ การตกแต่งธรรมาสน์ 
          ศิลปะการแทงหยวกในอดีตมีความเกี่ยวข้องกับวัด หลายวัดมีการสร้างศาลาขึ้นเพื่อใช้ทำงานแทงหยวกโดยเฉพาะ และเมื่อวัดใดมีงาน พระสงฆ์จะมีหน้าที่เป็นผู้จัดทำงานแทงหยวก ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงโดยให้สมาชิกในชุมชนที่มีฝีมือเป็นผู้จัดทำ เมื่อวัดใดมีงานก็จะมีการระดมช่างฝีมือมาร่วมกันแทงหยวกและประกอบหยวก ต่อมาวัดต่างๆ ได้รื้อศาลาสำหรับแทงหยวกออก และงานแทงหยวกไม่ได้รับความนิยมเช่นอดีต ทำให้ช่างแทงหยวกมีจำนวนลดลง 
          งานแทงหยวกปรากฏทั้งในพิธีมงคล และพิธีอวมงคล ในพิธีมงคล เช่น งานบวชนาค ขึ้นบ้านใหม่ จะมีการทำงานแทงหยวกขึ้น เรียกว่า การทำเบญจา ใช้สำหรับวางบาตรหรือขันน้ำมนต์ การทำเบญจาสามารถทำได้  2 รูปแบบ คือ 
 
          1.เบญจาที่มียอดแหลม เรียกว่า “บุษบก”
 
2
เบญจาแบบบุษบก
ที่มาภาพ: วิทยานิพนธ์เรื่อง การศึกษาแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปหัตถกรรมการแทงหยวก
เพื่อสร้างรายได้ในครัวเรือนของชุมชนในภาคกลาง
 
          2.เบญจาที่ไม่มียอดแหลม เรียกว่า “เบญจาหน้านาง”
 
3
เบญจาหน้านาง
ที่มาภาพ: วิทยานิพนธ์เรื่อง การศึกษาแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปหัตถกรรมการแทงหยวก
เพื่อสร้างรายได้ในครัวเรือนของชุมชนในภาคกลาง
 
          สำหรับงานอวมงคล ได้แก่ งานศพ จะนิยมนำงานแทงหยวกประดับที่จิตกาธาน หรือเชิงตะกอนเผาศพ ทำได้ 2 รูปแบบ คือ แบบที่ 1 มีเสาสูง มีรัดเกล้า มีรัดเอว มีเสาสั้น และแบบที่ 2 มีฐานปูน
 
 
4
งานแทงหยวกประดับเชิงตะกอน
ที่มาภาพ: https://news.thaipbs.or.th/gallery/83
 
ประเภทงานแทงหยวก
          งานแทงหยวก มีเทคนิคในการตกแต่งที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภท ดังนี้ 
          1.  งานแทงหยวกประกอบเครื่องสด เป็นการแทงหยวกประดับด้วยผักและผลไม้ที่แกะสลักเป็นลวดลายต่างๆ
          2.  งานแทงหยวกประกอบเครื่องถม เป็นการแทงหยวกประดับด้วยเครื่องถม หรือเครื่องประดับที่ทำด้วยผักหรือผลไม้ มาฝานเป็นแผ่นบางๆ แล้วกดให้เป็นลวดลายโดยใช้แม่พิมพ์
          3.  งานแทงหยวกฉลุลาย เป็นการแทงหยวกที่สลักลายบนหยวกแล้วนำกระดาษอังกฤษที่มีลักษณะมันเงา แวววาว มาวางซ้อนทับบนกาบกล้วย
          4.  งานแทงหยวกประกอบการเขียนลาย เป็นการแทงหยวกโดยการเขียนลายลงบนกาบกล้วย
 
วิธีการและลวดลายของงานแทงหยวก
          งานแทงหยวก ถือเป็นงานที่มีความละเอียดอ่อน ผู้ทำงานแทงหยวกจะต้องถือแบบอย่างและปฏิบัติตามขั้นตอน โดยก่อนทำการแทงหยวกจะมีการทำพิธีไหว้ครูก่อน หลังจากนั้นจึงเริ่มทำการแทงหยวกซึ่งมีลวดลายแตกต่างกันดังนี้ 
          1.  ลายฟันปลา หรือลายฟันหนึ่ง เป็นลายที่มีปลายยอดแหลมเรียงต่อเนื่องกันไปตลอดความยาวของพื้นที่ ถือเป็นลายแรกในการเรียนรู้ของช่างแทงหยวก
 
5
ลายฟันปลา
ที่มาภาพ: วิทยานิพนธ์เรื่อง การศึกษาแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปหัตถกรรมการแทงหยวก
เพื่อสร้างรายได้ในครัวเรือนของชุมชนในภาคกลาง
 
          2.  ลายฟันสาม มีลักษณะคล้ายลายฟันปลา แต่มีขนาดใหญ่กว่า และมีการเพิ่มรอยหยักด้านข้างอีกข้างละหนึ่งหยัก เมื่อนับรวมกันจะมียอดปลายแหลมสามยอด เป็นลายที่นิยมใช้ทั่วไปทุกท้องถิ่น
 
 
6
ลายฟันสาม
ที่มาภาพ: วิทยานิพนธ์เรื่อง ศิลปกรรม ศิลปะการแทงหยวก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระนอง
 
          3.  ลายฟันห้า มีลักษณะคล้ายลายฟันสาม  โดยจะต้องเพิ่มยอดอีกข้างละหนึ่งหยัก เมื่อนับรวมยอดแหลมทั้งหมดจะมีห้ายอด
 
7
ลายฟันห้า
ที่มาภาพ: วิทยานิพนธ์เรื่อง ศิลปกรรม ศิลปะการแทงหยวก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระนอง
 
  
          4.  ลายน่องสิงห์หรือแข้งสิงห์ เป็นลายตั้งใช้ประกอบเสาด้านซ้ายและขวา ในหยวก 1 อัน เมื่อแทงหยวกเป็นลายเสาด้านขวา เมื่อแยกหยวกออกจากกันจะได้งานแทงหยวกสำหรับประดับเสาด้านขวา 2 ชิ้น หากต้องการลายเสาด้านซ้ายต้องมีการสลักเพิ่ม
 
8
ลายน่องสิงห์หรือแข้งสิงห์
ที่มาภาพ: วิทยานิพนธ์เรื่อง การศึกษาแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปหัตถกรรมการแทงหยวก
เพื่อสร้างรายได้ในครัวเรือนของชุมชนในภาคกลาง
 
          5.  ลายหน้ากระดาน เป็นลายพัฒนาจากลายพื้นฐาน มีลักษณะเป็นการแทงหยวกลงบนกาบกล้วยให้เกิดเป็นช่องลวดลาย ลวดลายส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ
 
9
ลายหน้ากระดาน
ที่มาภาพ: วิทยานิพนธ์เรื่อง ศิลปกรรม ศิลปะการแทงหยวก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระนอง
 
          6.  ลายเสา เป็นลายที่อยู่กึ่งกลางเสา มีรูปแบบการแทงหยวกเช่นเดียวกับลายหน้ากระดาน
          การแทงหยวกลายฟันปลา ลายฟันสาม ลายฟันห้า และลายน่องสิงห์หรือแข้งสิงห์ จะต้องกะระยะของหยวกกล้วยให้กึ่งกลางที่สุด แล้วจึงสลักลวยลายตลอดความยาวของหยวกกล้วย ต่อมาจึงแยกชิ้นงานสลักหยวกออกจากกัน ขณะที่การสลักลายหน้ากระดานและลายเสา เป็นการสลักลวดลายตามที่ออกแบบไว้ แล้วตัดส่วนที่ไม่ต้องการออก เหลือเฉพาะส่วนที่ต้องการเป็นลวดลายไว้
          หลังจากแทงหยวกเป็นลวดลายต่างๆ แล้วก็จะนำมาตกแต่งด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น การเขียนลาย การประดับกระดาษสี แล้วนำชิ้นงานต่างๆ มาประกอบเป็นชุดลาย แล้วนำชุดลายต่างๆ มาประกอบเป็นเบญจาหรืองานประดับเชิงตะกอน
 
10
การนำชิ้นงานมาประกอบเป็นชุดลาย
ที่มาภาพ: วิทยานิพนธ์เรื่อง ศิลปกรรม ศิลปะการแทงหยวก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระนอง
 
 
งานแทงหยวกของชุมชนบางลำพู
           งานแทงหยวก เป็นศิลปะที่กำลังค่อยๆ เลือนหายไปจากสังคม ในอดีตงานแทงหยวกยังคงพบได้ทั่วไปตามวัดต่างๆ แต่ปัจจุบันพบเพียงบางชุมชนในเขตภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันเฉียงเหนือของไทย ชุมชนบางลำพู ถือว่าเป็นชุมชนหนึ่งที่ยังมีการสืบทอดงานแทงหยวกไว้อยู่
 
           ความเป็นมาและลักษณะของงานแทงหยวกในบางลำพู
           ในอดีตชุมชนบางลำพู มีช่างหลวงคนสำคัญ และเป็นช่างแทงหยวกที่มีฝีมือ คือ หลวงวัฒนศิลป์ มีบ้านพักอยู่ริมปากคลองตรงข้ามโรงเรียนเขียนนิวาศ (ปัจจุบันเป็นอาคารที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) โดยมีการสืบทอดภายในครอบครัว เมื่อครั้งที่มีงาน คนภายในครอบครัวก็จะช่วยกันจัดงานจนเสร็จเรียบร้อย หลวงวัฒนศิลป์ ได้รับการสืบทอดความรู้จากพระยาจินดารังสรรค์ ผู้เป็นบิดา  ซึ่งเป็นช่างคนสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 6 ผลงานที่สำคัญ เช่น เรือนแก้วพระแม่ธรณีบีบมวยผมที่อยู่ตั้งอยู่ใกล้สนามหลวงพระร่วงโรจนฤทธิ์ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร
 
 
11
หลวงวัฒนศิลป์
 
 
          ลักษณะงานแทงหยวกในช่วงนี้ ยังมีลักษณะของงานช่างหลวงที่มีเทคนิคและรายละเอียดค่อนข้างประณีต มีการรวบรวมเทคนิคไว้หลายรูปแบบ ประกอบด้วยเทคนิคการฉลุลายหยวกโดยใช้มีดมีรูปทรงต่างๆ หลายชิ้นในการสลัก การประดับด้วยกระดาษสี และการสลักฟัก มะละกอ และผลไม้อื่นเป็นรูปทรงต่างๆ ทาสีประดับเพิ่มเติม และเลือกใช้กล้วยตานีที่มีจำนวนมากในบริเวณใกล้ที่เก็บศพในวัดสังเวชวิศยาราม มาจัดทำงานแทงหยวก ใช้ประดับทั้งงานพระราชทานเพลิงศพ และงานศพของบุคคลทั่วไป
          อย่างไรก็ตาม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ครอบครัวของหลวงวัฒนศิลป์ ได้อพยพไปอาศัยอยู่ในย่านชุมชนวัดจำปาส่งผลให้เกิดกลุ่มช่างแทงหยวกวัดจำปาขึ้น แม้ว่างานแทงหยวกในบริเวณวัดสังเวชวิศยารามจะไม่ปรากฏแล้วในปัจจุบัน แต่ในชุมชนบางลำพู ยังมีกลุ่มช่างแทงหยวกอีกกลุ่มในชุมชนวัดใหม่อมตรส ซึ่งเป็นช่างพื้นถิ่นและมีลักษณะงานแทงหยวกที่แตกต่างจากกลุ่มช่างแทงหยวกย่านวัดสังเวชวิศยาราม
          กลุ่มช่างแทงหยวกวัดใหม่อมตรส เป็นกลุ่มช่างที่มีครอบครัวหลัก คือ ครอบครัวแดงแนวโต เป็นคนสืบทอด โดยนายกร แดงแนวโต ซึ่งเป็นสัปเหร่อของวัดใหม่อมตรส ได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการแทงหยวกจากพระครูอมรคณาจารย์ (หลวงปู่เส็ง) เจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรสในขณะนั้น ต่อมาได้มีการถ่ายทอดความรู้ภายในครอบครัว โดยทายาทรุ่นที่ 3 คือ นายชูชาติ แดงแนวโต และนายวีระ แดงแนวโต เป็นผู้สืบทอดต่อมา 
          ลักษณะงานแทงหยวกของชุมชนวัดใหม่อมตรส จึงใช้สำหรับงานหรือพิธีต่างๆ ในวัด มีเทคนิคเฉพาะ คือ จะใช้ใบมีดที่ทำขึ้นมาเฉพาะเพียง 1 อัน ในการทำงานแทงหยวกทั้งหมด เป็นลวดลายต่างๆ ขณะที่ชุมชนอื่นๆ จะใช้มีดรูปทรงต่างๆ หลายอันในการสลักหยวก ลวดลายที่ใช้สลักหยวกมีทั้งลวดลายที่ใช้ทั่วไปในหลายพื้นที่ เช่น ลายฟันปลา ลายฟันสาม ลายฟันห้า และลายที่คิดค้นเพิ่มเอง เช่น ลายบัว ลายเข็มขาบริ้วขอ 
 
 
12
นายวีระ แดงแนวโต สลักลวดลายบนหยวกด้วยใบมีดสลัก ที่มาภาพ : Facebook เสน่ห์บางลำพู
 
           ในช่วงแรกนายชูชาติ แดงแนวโต ยังคงมีการสืบทอดเทคนิคการเขียนลงบนหยวก แต่ต่อมานายชูชาติ    แดงแนวโต เสียชีวิตลง และนายวีระ แดงแนวโต น้องชายนายชูชาติ แดงแนวโต ได้สืบทอดต่อ ได้ตัดทอนเทคนิคการเขียนสีบนหยวกลง และคิดค้นลวดลายสลักหยวกใหม่ขึ้น มีตกแต่งงานสลักหยวกด้วยกระดาษสี แล้วนำมาประกอบเป็นแผง นำไปตกแต่งเชิงตะกอน และเนื่องด้วยในสภาพชุมชนบางลำพูที่เปลี่ยนไป ทำให้การหากล้วยตานีที่ใช้ในการแทงหยวกในชุมชนได้ยากขึ้น ทำให้งานแทงหยวกในระยะต่อมาต้องจัดซื้อกล้วยตานีจากภายนอกชุมชนมาจัดงานแทงหยวกในแต่ละครั้ง
 
13
การตกแต่งงานแทงหยวกด้วยกระดาษสีของช่างวัดใหม่อมตรส ที่มาภาพ : Facebook เสน่ห์บางลำพู
 
           ต่อมานายวีระ แดงแนวโตได้เสียชีวิตลง ทำให้ปัจจุบันภรรยาและบุตรชายของนายวีระ แดงแนวโต ซึ่งรับการถ่ายทอดความรู้จากนายวีระ แดงแนวโต ได้สืบทอดองค์ความรู้และเจตนารมณ์ของนายวีระ แดงแนวโต ที่ต้องการรักษามรดกศิลป์อันทรงค่านี้ให้ดำรงอยู่ไว้
 
14
ภรรยาและบุตรชายชายของนายวีระ แดงแนวโต ที่มาภาพ : Facebook เสน่ห์บางลำพู
 
          การสืบทอดความรู้
          แม้ว่างานแทงหยวกของกลุ่มช่างวัดสังเวชวิศยารามจะเลือนหายไปจากบางลำพูแล้ว แต่กลุ่มช่างดังกล่าว ยังคงมีการสืบทอดความรู้ในชุมชนวัดจำปา ขณะที่กลุ่มช่างแทงหยวกของชุมชนวัดใหม่อมตรส แม้ว่าปัจจุบันจะเหลือผู้สืบทอดเพียงครอบครัวเดียว แต่นายชูชาติ และวีระ แดงแนวโต ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวการแทงหยวกของชุมชนวัดใหม่อมตรสให้แพร่หลายมากขึ้น โดยมีการสาธิตการแทงหยวก และถ่ายทอดความรู้ ทั้งภายในและภายนอกชุมชน หลังจากทั้งคู่เสียชีวิตลง ปัจจุบันภรรยาและบุตรชายของนายวีระ แดงแนวโต ยังคงได้สืบทอดความรู้และเจตนารมณ์ของนายวีระ แดงแนวโต ที่ต้องการรักษาและสืบทอดความรู้ที่มีค่านี้ไว้แก่คนรุ่นหลังต่อไป
           การแทงหยวกของชุมชนวัดใหม่อมตรส ได้มีการสืบทอดและเผยแพร่เรื่องราวผ่านสื่อต่างๆ เช่น Youtube สาธิตการแทงหยวกทั้งภายในและภายนอกชุมชน นอกจากนี้ยังคงให้ความร่วมมือกับพิพิธบางลำพู กรมธนารักษ์ ในการนำเสนอเรื่องราวการแทงหยวก โดยแนวทางต่างๆ เช่น การจัดแสดงเรื่องราวภายในนิทรรศการของพิพิธบางลำพู รวมทั้งการสาธิตการแทงหยวกในโอกาสสำคัญต่างๆ
 
 
15
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรการสาธิตวิธีการแทงหยวกในพิธีเปิดพิพิธบางลำพู
ที่มาภาพ : Facebook พิพิธบางลำพู
 
 
16
การสาธิตงานแทงหยวกของนายวีระ แดงแนวโต ณ พิพิธบางลำพู
ที่มาภาพ : Facebook พิพิธบางลำพู
 
 
           งานแทงหยวก ถือเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของชุมชนบางลำพู ยังคงเป็นมรดกที่สำคัญ ควรค่าในการสืบทอดและรักษาไว้ ซึ่งการรักษาความรู้นี้ นอกจากจะถ่ายทอดความรู้ภายในครอบครัวแล้ว ยังสามารถสืบทอดผ่านการจัดแสดงนิทรรศการและสาธิตภายในพิพิธภัณฑ์ โดยพิพิธบางลำพูตระหนักถึงความสำคัญของภูมิปัญญานี้ จึงได้ส่งเสริมให้ประชาชนได้มีโอกาสเรียนรู้การแทงหยวกผ่านการจัดแสดงนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชมการสาธิต และได้ทดลองสลักหยวกในงานนิทรรศการพิเศษต่างๆ ทำให้งานแทงหยวกที่ค่อยๆ จะเลือนหายไปจากสังคม ยังคงดำรงอยู่ และรักษาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้มีโอกาสเรียนรู้ต่อไป
 

เอกสารอ้างอิง
ชูศักดิ์ ไทพาณิชย์. ศิลปะการแทงหยวก. กรุงเทพฯ: วาดศิลป์, 2555.
สมัคร สุนทรเวช. จดหมายเหตุกรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2547.
อวยพร พานิช. “การสื่อสารเพื่อถ่ายทอดศิลปะงานแทงหยวก.” นิเทศสยามปริทัศน์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 20 
(2560): 7 - 22. 
วีระ ขำดวง. “การศึกษาแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปหัตถกรรมการแทงหยวกเพื่อสร้างรายได้ในครัวเรือน
ของชุมชนในภาคกลาง.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม , 2551.
โสภิดา ณ ป้อมเพชร์. “ศิลปกรรม ศิลปะการแทงหยวก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระนอง.” ปริญญาการศึกษา
มหาบัณฑิต สาขาศิลปศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2557.