| |
เหรียญที่ระลึกสำหรับพระราชทานผู้ช่วยในการแนชันนาลเอกษฮิบิชัน
(1 โหวต)
| ยอดผู้เข้าชม : 125

 

ดาวนภา  เนาวรังษี*

        

         

         ในงานฉลองสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี พ.ศ. ๒๔๒๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญที่ระลึกสำหรับพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ขึ้นหลายประเภท รวมไปถึงเหรียญที่ระลึกสำหรับพระราชทานแก่ผู้ช่วยงานหรือผู้ที่นำสิ่งของมาร่วมจัดแสดงภายในงานนิทรรศการแสดงสิ่งของและสินค้าพื้นเมืองของไทย หรือการแนชันนาลเอกษฮิบิเชน (National Exhibition) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในงานฉลองสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี เรียกว่า “เหรียญ  ที่ระลึกสำหรับพระราชทานผู้ช่วยในการแนชันนาลเอกษฮิบิชัน” และยังเป็นเหรียญที่ระลึกเหรียญแรกที่มีพระรูปของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา บรมราชเทวีอีกด้วย

 

         สำหรับลักษณะของเหรียญที่ระลึกสำหรับพระราชทานผู้ช่วยในการแนชันนาลเอกษฮิบิชันนั้น มีลักษณะกลมแบน ขอบเรียบ ด้านหน้า เป็นพระบรมรูปครึ่งพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา บรมราชเทวี ผินพระพักตร์ทางขวาของเหรียญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่อง “มหาสวามิศราธิบดี” แห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงสายสร้อยมหาจักรีบรมราชวงศ์ และสายสร้อยจุลจอมเกล้า สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา บรมราชเทวีทรงเครื่อง “มหาสวามินี” ประดับดาราช้างเผือกหรือมงกุฎไทย ริมขอบเป็นพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธย “จุฬาลงกรณ์ บรมราชาธิราช สว่างวัฒนา บรมราชเทวี” ด้านหลัง ตอนบนของเหรียญเป็นรูปมหาจักรี ประกอบด้วยจักร ๑๐ กลีบ (กลีบจักรเวียนซ้าย) เปล่งรัศมีโดยรอบ มีรูปตรีศูลระหว่างกลีบจักร กลางวงจักรเป็นรูปปทุมอุณาโลม อันเป็นพระราชสัญลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตอนกลางของเหรียญเป็นรูปเทวดาสององค์ยืนบนแท่น ถือพระขรรค์และยึดชายผ้าองค์ละมุม ตอนกลางผ้าเว้นว่างเพื่อจารึกชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานรางวัล ผ้านี้อยู่เหนือช้างไอราพต ยืนบนแท่นเดียวกัน อันหมายถึงพระราชอาณาจักร  ริมขอบมีข้อความว่า “การแนชันนาลเอกษฮิบิชัน ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ ๑๒๔๔” ตอนล่างมีข้อความว่า “สำหรับพระราชทานผู้ช่วยในการ” และมีลายดอกไม้อยู่ล่างสุด มี ๒ ชนิด คือ ชนิดเงิน (ภาพ ๑) และชนิดทองแดง (ภาพที่ ๒) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕๙ มิลลิเมตร

 1

2

 

ที่มาของการจัดงานนิทรรศการแสดงสิ่งของและสินค้าพื้นเมืองของไทย

 

         สยามประเทศในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ กระแสความนิยมอารยธรรมตะวันตกได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองหลายด้าน ในปี พ.ศ. ๒๔๒๕ อันเป็นวาระที่กรุงรัตนโกสินทร์ได้สถาปนามาครบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉลองสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี ถือเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในสยาม ในงานดังกล่าวมีการจัดกิจกรรมตามแนวประเพณีดั้งเดิม ประกอบด้วย การบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามที่ยังคงสร้างค้างคาอยู่บางส่วนให้แล้วเสร็จ อันเป็นพระราชกรณียกิจแนวจารีตซึ่งเป็นการประพฤติตามแบบอย่างในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) พร้อมทั้งจัดให้มีการสวดพระพุทธมนต์ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สวดพระพุทธมนต์รอบกำแพงพระบรมมหาราชวัง มีมหรสพ โขน ละคร ตั้งรายรอบกำแพงพระนคร มีการละเล่นไม้ลอย ญวนหก โมงครุ่ม กุลาตีไม้ และจุดดอกไม้เพลิง เป็นต้น [๑] นอกจากนี้ยังปรากฏว่ามีการจัดกิจกรรมแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ การจัดพิธีอัญเชิญพระบรมรูปของพระบูรพมหากษัตริย์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ – ๔ ขึ้นประดิษฐาน ณ พระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง การจัดสร้างมณฑปศิลาหรืออนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ณ บริเวณท้องสนามหลวง การจัดสร้างศาลหลวง บริเวณด้านข้างของสนามหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดนิทรรศการแสดงสิ่งของและสินค้าพื้นเมืองของไทย ณ ท้องสนามหลวง (ภาพที่ ๓) หรือที่เรียกว่า การเอกษฮิบิเชน (Exhibition) ซึ่งถือเป็นการจัดงานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสยามอีกด้วย 

 

        การจัดนิทรรศการแสดงสิ่งของและสินค้าพื้นเมืองของไทย มีการเรียกชื่องานด้วยการใช้คำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Exhibition” และมีการเขียนเป็นภาษาไทยด้วยคำสะกดที่แตกต่างกันไป เช่น “เอกซฮิบิเชน”, “เอกซฮิบิเชอน”, “เอกษฮิบิชัน” หรือ “นาเชอนนัลเอกซฮิบิเชน” (National Exhibition) ซึ่งมีความหมายถึง “การแสดงสินค้าประจำชาติ”

 

3

 

          ในประกาศเอกซฮิบิเชน ที่ ๑ ซึ่งเป็นประกาศที่เผยแพร่พระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทุกระดับชั้นทราบเกี่ยวกับการจัดงานนิทรรศการแสดงสิ่งของและสินค้าพื้นเมืองของไทยในงานฉลองสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี ได้กล่าวถึงที่มาของการจัดนิทรรศการดังกล่าวไว้ดังนี้

 

                   “...ทรงมีพระราชดำริว่า ทุกวันนี้บ้านเมืองมีความเจริญในการค้าขาย ราษฎรซึ่งทำเรือกสวนไร่นาและการหากินทั้งปวงซื้อขายได้ผลประโยชน์มาก การทำมาหากินนั้นจึงได้มีความเจริญขึ้น ควรจะจัดหาสิ่งของต่างๆ ซึ่งเป็นพืชพันธุ์เพาะปลูก อันเกิดขึ้นและเป็นอยู่ในกรุงสยาม เป็นที่เลี้ยงชีวิต และซื้อขายของราษฎรพลเมืองทั้งปวง และเครื่องมือซึ่งจะประกอบการเหล่านั้นทุกๆ อย่าง และสิ่งของซึ่งได้ทำขึ้นด้วยฝีมือตัวเอง ใช้อยู่ในกรุงสยามและขายไปต่างประเทศทั้งปวง รวบรวมมาตั้งขึ้นไว้ในที่แห่งหนึ่ง ให้พระบรมวงศานุวงศ์และราษฎรชาวสยาม และชาวต่างประเทศได้มาดูเห็นสิ่งของทั้งปวง ซึ่งเราทั้งหลายได้เลี้ยงตัวและซื้อขายได้เป็นประโยชน์ เพื่อจะเป็นที่แนะนำให้เห็นสิ่งทั้งปวงว่าอย่างไรดีอย่างไรไม่ดี อย่างใดควรจะใช้ได้ อย่างใดมีอยู่ตำบลใด จะได้เป็นที่แนะนำแห่งคนทำมาหากิน และคนที่จะซื้อขายสินค้าทั้งปวง การที่จะจัดตั้งขึ้นครั้งนี้บางที ท่านทั้งปวงจะเห็นว่า คิดจะไปเอาอย่างเอกซฮิบิเชนในประเทศทั้งปวง บ้านเมืองเหมือนกันเมื่อไรจะทำได้ฤา ขอแจ้งเสียให้ทราบก่อนว่า การที่เมืองทั้งปวงที่เขาทำเป็นการใหญ่นั้น เป็นอินเตอนาเชอนนัลเอกซฮิบิเชน (International Exhibition) คือบอกให้ประเทศทั้งปวงเอาสิ่งของสินค้าในเมืองตัวมาตั้ง ที่จะทำครั้งนี้เป็นแต่นาเชอนนัลเอกซฮิบิเชน (National Exhibition) คือเป็นของในเมืองเราทั้งสิ้น ถึงโดยว่าจะไม่มีสิ่งใดมาตั้งมากน้อยเท่าใด ฤาจะเป็นของไม่น่าชมน่าดูเพราะเป็นของทำมาหากินเป็นต้น ก็เป็นเครื่องระลึกถึงการเก่าว่าเมื่อก่อนหน้าเราได้เห็นของสิ่งนี้ขึ้นไป ๑๐๐ ปีล้วนแต่เป็นของหายากขัดสนสิ้นทั้งนั้น ล่วงมาได้ ๑๐๐ ปี เราบริบูรณ์ขึ้นได้เพียงเท่าใดก็จะเป็นที่ยินดีน้ำใจ ที่ได้เห็นความเจริญแห่งบ้านเมืองได้ดังนี้...” [๒]

 

         ซึ่งเป็นการอธิบายถึงรูปแบบของการจัดงานที่มีความแตกต่างจากรูปแบบการจัดนิทรรศการในบรรดาประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ที่นิยมจัดนิทรรศการแสดงสิ่งของที่ส่งมาจากทั้งในประเทศและนานาชาติ หรือที่เรียกว่า International Exhibition ส่วนการจัดงานนิทรรศการของสยามในครั้งนั้น เพื่อต้องการรวบรวมสิ่งของและเครื่องมือเครื่องใช้ทำมาหากินจากท้องถิ่นต่างๆ เฉพาะในประเทศ มาจัดแสดงไว้ในสถานที่แห่งหนึ่ง เรียกว่า National Exhibition สำหรับใช้เป็นสื่อกลางในการแนะนำรูปแบบการประกอบอาชีพสำหรับประชาชนทั่วไป รวมไปถึงการนำเสนอแหล่งช่องทางในการค้าขายแก่พ่อค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อีกทั้งยังเป็นการจัดแสดงสิ่งของหายาก อันเป็นเครื่องระลึกถึงความเจริญก้าวหน้าของประเทศในสมัยรัตนโกสินทร์ที่ดำเนินมาถึงวาระครบ ๑๐๐ ปี

 

บุคคลผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดงานนิทรรศการแสดงสิ่งของและสินค้าพื้นเมืองของไทย

 

         พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งคณะกรรมการการจัดงานนิทรรศการแสดงสิ่งของและสินค้าพื้นเมือง ในงานฉลองสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี [๓] ประกอบด้วย สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ดำรงตำแหน่งเป็นสภานายก, พระยาเทพย์ประชุน เป็นอุปนายก และมีคณะกรรมการ คือ เจ้าหมื่นเสมอใจราช เป็นเจ้าพนักงานเลขาธิการ, กรมหมื่นภูธเรศธำรงค์ศักดิ์วรวรรณ์ เป็นพนักงานการเงิน, เจ้าหมื่นไวยวรนารถ เป็นเจ้าพนักงานรักษาสิ่งของโรงนอกโรงใน, พระยาภาสกรวงศ์ เป็นพนักงานตรวจประดับสิ่งของแลรับรอง, พระยาโชฎึกราชเศรษฐี เป็นพนักงานตรวจการเลี้ยง, พนักงานตรวจการเครื่องเล่น กรมหมื่นบริรักษนรินทรฤทธิ และมีนายอลาบาสเตอร์ อดีตกงศุลอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้ดูแลมิวเซียมในพระบรมมหาราชวัง ทำหน้าที่ดูแลการปลูกต้นไม้ในบริเวณงาน และเป็นที่ปรึกษาของงานด้วย

 

4

 

         นิทรรศการดังกล่าว จัดขึ้น ณ ท้องสนามหลวง ด้านทิศใต้ ติดกับพระบรมมหาราชวัง มีพิธีเปิดเมื่อวันพุธ ขึ้นเก้าค่ำ เดือนหก พ.ศ. ๒๔๒๕ กำหนดเปิดเป็นระยะเวลา ๓ เดือน ออกแบบอาคารจัดแสดงโดยนายเยแกรซี ชาวยุโรป มีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลากรมพระบำราบปรปักษ์ เป็นแม่กองก่อสร้างอาคารจัดแสดง พระยาอัคนิสราภัย เป็นนายช่าง พระยาสมบัตยาธิบาล เป็นผู้ดูแลการขุดสระทำสวนและปลูกต้นไม้ ส่วนการตกแต่งห้องจัดแสดงสิ่งของนั้น เป็นหน้าที่ของหม่อมเจ้าต่างๆ จำนวน ๑๗ องค์ ตัวอาคารทำขึ้นด้วยไม้ไผ่มุงจาก เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยของทรัพย์สินที่นำมาจัดแสดง นอกจากนี้ยังพบว่า มีการลักลอบวางเพลิงในวันที่ ๑๓ ของการจัดงาน หรือวันแรม ๗ ค่ำ เดือน ๗ อีกทั้งยังประสบปัญหาจากพายุฤดูร้อน หลังจากการจัดงานได้ ๑๙ วัน หรือวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ ทำให้อาคารหลายหลังพังเสียหายจากภัยธรรมชาติดังกล่าว

 

รูปแบบนิทรรศการและสิ่งของจัดแสดง

 

         ในงานนิทรรศการแสดงสิ่งของและสินค้าพื้นเมืองของไทย นอกจากสิ่งของพื้นเมืองและของใช้ในประเทศมาจัดแสดงแล้ว ยังมีการนำสิ่งของที่นำเข้าจากต่างประเทศ อันเป็นประโยชน์แก่ชาวสยามมาจัดแสดงอีกด้วย โดยสามารถแบ่งสิ่งของที่นำมาจัดแสดงออกเป็น ๔ ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ๑. พืชผลทางการเกษตรในสยาม ๒. เครื่องมือในการเพาะปลูก ๓. สิ่งของที่ชาวสยามผลิตขึ้น และ ๔. ของนำเข้าจากต่างประเทศที่ใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภคของชาวสยาม 

 

         ภายในอาคารจัดแสดง ผู้จัดงานได้แบ่งห้องจัดแสดงออกเป็น ๕๕ ห้อง แยกตามประเภทสิ่งของ สำหรับวิธีการจัดหาสิ่งของจัดแสดงทั้งหลาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นแม่กองในการจัดหา อีกทั้งยังทรงรับเป็นพระราชธุระในการนำทรัพย์สินมาจัดแสดงด้วยพระองค์เองอีกส่วนหนึ่งด้วย การจัดหาสิ่งของดังกล่าวมี ๓ ช่องทาง คือ 

 

         ๑. ให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีหน้าที่กำกับหัวเมืองต่างๆ ทำหนังสือไปยังเจ้าเมือง ให้จัดส่งสิ่งของตามบัญชีรายการสิ่งของที่รัฐบาลกลางได้แนบไปด้วย โดยในบัญชีได้ระบุสิ่งของที่ต้องการไว้ ๙ ชนิด คือ ๑) สินค้าทุกอย่าง ๒) สรรพว่านยา ๓) สรรพไม้ต่างๆ ๔) ศิลาและพลอยแร่ดินต่างๆ   ๕) สัตว์บกสัตว์น้ำ ๖) เครื่องมือต่างๆ ๗) เครื่องยานพาหนะ ๘) อาวุธ ๙) สิ่งของกระบวนช่าง โดยหัวเมืองต่างๆ ที่ส่งสิ่งของเข้ามาจัดแสดงนั้น จะต้องบอกรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งของนั้นๆ เช่น ที่มา ราคาซื้อขาย รวมไปถึงวิธีการใช้สิ่งของดังกล่าว เป็นต้น

         ๒. การยืมสิ่งของมาจัดแสดง และ ๓. การจ้างสั่งทำขึ้นหรือสั่งซื้อ

        โดยสิ่งของที่นำมาจัดแสดงจำนวน ๕๕ ห้อง มีชื่อห้องจัดแสดง และรายชื่อผู้รับผิดชอบซึ่งดำรงพระอิสริยยศในขณะนั้น [๔] ดังต่อไปนี้

 - ห้องที่ ๑ ห้องแสดงสิ่งของวิชาช่างปั้น ช่างสลักรูปพรรณ ผู้รับผิดชอบ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์

- ห้องที่ ๒ ห้องแสดงวิชาเขียนลายเลื่อยไม้ต่างๆ ผู้รับผิดชอบ หม่อมเจ้าเจริญ หม่อมเจ้าประวิช ในกรมขุนราชสีหวิกรม

- ห้องที่ ๓ ห้องแสดงพระที่นั่งหรืออาคารบ้านเรือนจำลอง ผู้รับผิดชอบ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

- ห้องที่ ๔ ห้องแสดงเครื่องดอกไม้สดของหอมต่างๆ สำหรับนำมาร้อยประดับ ผู้รับผิดชอบ พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี

- ห้องที่ ๕ ห้องแสดงเครื่องอาวุธต่างๆ และยารักษาโรค ผู้รับผิดชอบ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์

- ห้องที่ ๖ ห้องแสดงเครื่องถ้วยชามของสั่งเฉพาะใช้ในกรุงสยาม ผู้รับผิดชอบ หม่อมเจ้าขาว ในกรมพระเทเวศวัชรินทร์

- ห้องที่ ๗ ห้องแสดงเครื่องเงินลาว เครื่องทองใช้สอยต่างๆ ผู้รับผิดชอบ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์

- ห้องที่ ๘ ห้องแสดงเครื่องวิชาเย็บปักถักร้อย ผู้รับผิดชอบ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี

- ห้องที่ ๙ ห้องแสดงเครื่องประดับเพชรพลอย เงินถม นาก กะไหล่แช่ต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

- ห้องที่ ๑๐ ห้องแสดงเครื่องหอมอบรมต่างๆ ผู้รับผิดชอบ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภรรยาพระยาภาสกรวงศ์

- ห้องที่ ๑๑ ห้องแสดงตัวอย่างไม้ต่างๆ ผู้รับผิดชอบ เจ้าหมื่นไวยวรนารถ

- ห้องที่ ๑๒ ห้องแสดงต้นไม้ผลต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระยาภาสกรวงศ์

- ห้องที่ ๑๓ ห้องแสดงเครื่องโทรเลขเทเลโฟนระฆังต่างๆ ผู้รับผิดชอบ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

- ห้องที่ ๑๔ ห้องแสดงต้นไม้ดอกต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระยาสมบัตยาธิบาล

- ห้องที่ ๑๕ ห้องแสดงเสื่อต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระยาราชสัมภารากร

- ห้องที่ ๑๖ ห้องแสดงหนังสือเล่าเรียน ผู้รับผิดชอบ หมอแมกฟาแลน

- ห้องที่ ๑๗ ห้องแสดงหนังสือไทยต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนบดินทรไพศาลโสภณ [๕]

- ห้องที่ ๑๘ ห้องแสดงสมุดไทย กระดาษไทย ผู้รับผิดชอบ พระยาศรีสุนทรโวหาร

- ห้องที่ ๑๙ ห้องแสดงสินค้าต้องห้าม ผู้รับผิดชอบ เจ้าพระยาศรีพิพัฒ

- ห้องที่ ๒๐ ห้องแสดงเงินทองปี้อัฐ ใช้เป็นราคา ผู้รับผิดชอบ พระยานรรัตนราชมานิต

- ห้องที่ ๒๑ ห้องแสดงแร่ต่างๆ ผู้รับผิดชอบ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล

- ห้องที่ ๒๒ ห้องแสดงเครื่องอังกฤษกระดาษดอกไม้มงคลย่น ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร

- ห้องที่ ๒๓ ห้องแสดงน้ำยาลงรักต่างๆ 

- ห้องที่ ๒๔ ห้องแสดงเครื่องสมพักสร ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นเทวะวงศ์วโรปการ

- ห้องที่ ๒๕ ห้องแสดงเครื่องจับปลา ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิชิตปรีชากร

- ห้องที่ ๒๖ ห้องแสดงปลา และสัตว์น้ำต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปคม

- ห้องที่ ๒๗ ห้องแสดงเครื่องกัลปังหา หอยต่างๆ ผู้รับผิดชอบ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนรัศมี กรมหลวงจักรพรรดิพงษ์

- ห้องที่ ๒๘ ห้องแสดงน้ำมันต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์

- ห้องที่ ๒๙ ห้องแสดงเมล็ดพันธุ์ข้าวต่างๆ ผู้รับผิดชอบ เจ้าพระยาพลเทพ

- ห้องที่ ๓๐ ห้องแสดงยาสูบต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นภูธเรศธำรงค์ศักดิ์

- ห้องที่ ๓๑ ห้องแสดงสินค้าเบ็ดเสร็จ ผู้รับผิดชอบ พระยานานาพิธภาษี

- ห้องที่ ๓๒ ห้องแสดงถ่านฟืน ผู้รับผิดชอบ พระยาโชฎึกราชเศรษฐี

- ห้องที่ ๓๓ ห้องแสดงเครื่องจักสาน ผู้รับผิดชอบ นายเสนองานประภาษ

- ห้องที่ ๓๔ ห้องแสดงเครื่องให้เกิดแห่งไฟต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรศักดาพิศาล

- ห้องที่ ๓๕ ห้องแสดงขนมต่างๆ ผู้รับผิดชอบ ท่านผู้หญิงสุ่น ภรรยาพระยาโชฎึกราชเศรษฐี

- ห้องที่ ๓๖ ห้องแสดงเครื่องกินปูนต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศรวรฤทธิ

- ห้องที่ ๓๗ ห้องแสดงสัตว์บกต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค

- ห้องที่ ๓๘ ห้องแสดงเครื่องพรานป่า ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช

- ห้องที่ ๓๙ ห้องแสดงขี้ผึ้งต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร

- ห้องที่ ๔๐ ห้องแสดงเครื่องชักรูป ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช

- ห้องที่ ๔๑ ห้องแสดงเครื่องหอมที่มาจากไม้และสัตว์ต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ากมลาศเลอสวรรค์ พระองค์เจ้าเกษมสันตโสภาค

- ห้องที่ ๔๒ ห้องแสดงตุ๊กตาต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าจิตรเจริญ

- ห้องที่ ๔๓ ห้องแสดงเครื่องมือทำการช่างฝีมือต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช

- ห้องที่ ๔๔ ห้องแสดงการทองคำเปลว ผู้รับผิดชอบ หม่อมราชวงศ์แดง ในหม่อมเจ้าจันตรี

- ห้องที่ ๔๕ ห้องแสดงป้านของสั่งทำต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระยาอาหารบริรักษ์

- ห้องที่ ๔๖ ห้องแสดงศิลา พลอยต่างๆ ผู้รับผิดชอบ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงค์

- ห้องที่ ๔๗ ห้องแสดงเครื่องเหล็ก เครื่องทองเหลือง เครื่องดีบุก ผู้รับผิดชอบ พระยาสมบัตยาธิบาล พระยาราไชย พระยาราชประสิทธิ

- ห้องที่ ๔๘ ห้องแสดงกระจกต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปรีดา

- ห้องที่ ๔๙ ห้องแสดงต้นไม้ป่าต่างๆ ผู้รับผิดชอบ มิสเตอร์อาลบาสเตอร์

- ห้องที่ ๕๐ ห้องแสดงเครื่องดนตรีต่างๆ ผู้รับผิดชอบ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

- ห้องที่ ๕๑ ห้องแสดงแป้งต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีสิทธิธงไชย

- ห้องที่ ๕๒ ห้องแสดงการประดับมุกต่างๆ ผู้รับผิดชอบ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลพูนสวัสดิ์

- ห้องที่ ๕๓ ห้องแสดงเครื่องมือถักทอเย็บปัก ผู้รับผิดชอบ พระยารัตนโกษา

- ห้องที่ ๕๔ ห้องแสดงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ใช้อยู่ ผู้รับผิดชอบ ห้างแรมซี แอนด์โก

- ห้องที่ ๕๕ ห้องแสดงผ้าแพรของสั่งเฉพาะใช้แต่สยาม ผู้รับผิดชอบ ท่านผู้หญิงพัน หลวงนายสิทธิ

 

          ในครั้งนั้น คาร์ล บ็อค (Carl Bock) นักธรรมชาติวิทยา ชาวนอร์เวย์ ซึ่งได้เข้าชมงานนิทรรศการ ได้บันทึกสิ่งที่น่าสนใจภายในงานว่า 

 

                  “...สิ่งที่น่าดูที่สุดในบรรดาของที่นำมาจัดแสดงนี้ อยู่ในห้องที่ ๙ ซึ่งมีการจัดแสดงเครื่องเพชรพลอยสวยงาม และมีมูลค่ามหาศาล ส่วนมากเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงจ้างช่างทำเครื่องเพชรพลอย และช่างทำเครื่องเงินไว้เป็นจำนวนมาก มีหีบทองคำลงยาประดับอัญมณี และพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือตราแผ่นดินอยู่หลายใบ มีสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ กำไล ถ้วยเงิน ถ้วยทอง รวมทั้งเชี่ยนหมากเงิน เชี่ยนหมากทอง กระโถน หีบบุหรี่ และสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ ที่ใช้สำหรับพระราชทานให้ผู้อื่นเป็นความดีความชอบอีกมากมาย...” 

 

          นอกจากนี้ยังบอกเล่าถึงการจัดแสดงอื่นๆ อาทิ เครื่องแต่งกายข้าราชการ และเครื่องแต่งกายนางในตามแบบราชสำนัก การจัดแสดงงานศิลปะและงานช่างฝีมือต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดแสดงสิ่งของที่สำคัญเป็นพิเศษของสยาม เช่น งาช้าง อาวุธ พืชพันธุ์ของป่า เครื่องจักสาน เครื่องประดับมุก ภาพเขียน พันธุ์ข้าว ยาสูบ เหรียญและเงินตราโบราณ รวมไปถึงด้านการทำประมง แร่ธาตุ และหินมีค่าในประเทศ เป็นต้น โดย คาร์ล บ็อค ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดนิทรรศการแสดงสิ่งของและสินค้าพื้นเมืองของไทยไว้ดังนี้

 

                 “...งานแสดงเหล่านี้ ได้ผลสมความมุ่งหมาย และจัดได้เหมาะสมกับที่เป็นส่วนหนึ่งของการฉลองพระนครครบ ๑๐๐ ปี เพราะเป็นการนำโภคทรัพย์ของประเทศมาแสดงให้ชมโดยทั่วกัน และเป็นการชักจูงการขยายการค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่อาจจะทำได้ต่อไปในอนาคตด้วย เพราะว่าทรัพยากรธรรมชาติของประเทศสยามนั้นใหญ่หลวงมาก และด้วยการตื่นตัวขึ้นเพราะนโยบายอันก้าวหน้าที่พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงเป็นผู้นำเช่นนี้แล้ว ประเทศสยามก็จะมีอนาคตอันรุ่งเรืองอยู่ในกำมือแล้วแน่นอน...” [๖] 

 

          อันแสดงให้เห็นถึงความชื่นชมในพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับการจัดงานนิทรรศการที่นำสิ่งของและสินค้าภายในประเทศมาจัดแสดง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในประเทศ อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ในการขยายช่องทางการค้าขาย และแสดงให้เห็นถึงการบริหารบ้านเมืองที่เจริญก้าวหน้าทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ จากมุมมองของชาวต่างประเทศที่เข้ามาในสยาม ณ ช่วงเวลานั้น

 

          สำหรับรายได้จากการจำนวนตั๋วเข้าชมงานนิทรรศการอย่างไม่เป็นทางการในระยะเวลา ๓ เดือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๖๙ ชั่ง ๑๗ ตำลึง ๑ บาท ๓ สลึง มีจำนวนผู้เข้าชมที่ซื้อตั๋วราว ๕๙,๗๘๘ คน [๗] 

 

          กล่าวโดยสรุป การจัดงานนิทรรศการแสดงสิ่งของและสินค้าพื้นเมืองของไทย หรือการแนชันนาลเอกษฮิบิเชน (National Exhibition) ในงานฉลองสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปีนั้น นับว่าเป็นประโยชน์ในการแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ความมีอิสระของราษฎรในการทำมาหากิน การเปิดโอกาสในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า และความสามารถในการผลิตสิ่งของหรือสินค้า ต่างๆ จากทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นได้เอง ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมนโยบายการค้าเสรีกับนานาประเทศ อีกทั้งยังเป็นการเปิดพื้นที่สาธารณะให้แก่ราษฎรทั่วไป ได้มีโอกาสเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างชนชั้น มีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับงานช่างฝีมือชั้นสูง งานประณีตศิลป์ รูปแบบการแต่งกาย สิ่งของหายาก และเทคโนโลยีใหม่ๆ อันแสดงให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของประเทศภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี กว่า ๑๐๐ ปี ที่ทรงนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ โดยมีงานนิทรรศการเป็นสื่อกลางนั่นเอง ในการนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญที่ระลึกสำหรับพระราชทานผู้ช่วยในการแนชันนาลเอกษฮิบิชันดังกล่าว

 

 


* ภัณฑารักษ์ชำนาญการ ส่วนจัดแสดงทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์ 

 

 เชิงอรรถ

[๑] สมโภชพระนครครบร้อยปี, พระนคร : โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์, ๒๕๐๓, หน้า ๙ – ๑๒.

[๒] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๗ – ๑๘.

[๓] ธวัชชัย องค์วุฒิเวทย์, นิทรรศการในสยาม ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๕ – ๒๔๗๕, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๗, หน้า ๓๔.

[๔] หจช.ร.๕ รล. – นก. ๑๗/๑๐๑ อ้างใน ธวัชชัย องค์วุฒิเวทย์, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๗.

[๕] มีรายงานเพิ่มเติมว่า นาย ก.ศ.ร. กุหลาบ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมจัดแสดงหนังสือไทยสมัยเมื่อแรกพิมพ์ด้วย ซึ่งอยู่ต่อจากห้องของกรมขุนบดินทรไพศาล เนื่องจากเป็นของประเภทเดียวกัน อ้างใน ดำรงราชานุภาพ,   สมเด็จฯ กรมพระยา, นิทานโบราณคดี, พิมพ์ครั้งที่ ๑๐, พระนคร : กรมศิลปากร, ๒๕๐๓, หน้า ๑๔๓ – ๑๔๔.

[๖] บ็อค, คาร์ล อัลเฟรด, ท้องถิ่นสยาม ยุคพระพุทธเจ้าหลวง, กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๕๐, หน้า ๓๕๙ – ๓๖๐.

[๗] สมิท, ซามูเอล เจ, จดหมายเหตุสยามไสมย, กรุงเทพฯ : สมาคมกิจวัฒนธรรม, ๒๕๔๘.

 

เอกสารอ้างอิง

กรมธนารักษ์. เหรียญที่ระลึกกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๒๕๒๕. กรุงเทพฯ : กรม , ๒๕๒๕. 

งานแสดงนิทรรศการและสินค้าพื้นเมืองไทย ในพระราชพิธีสมโภชพระนครครบร้อยปี พ.ศ. ๒๔๒๕. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : ต้นฉบับ, ๒๕๔๓.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. นิทานโบราณคดี. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. พระนคร : กรมศิลปากร, ๒๕๐๓.

ธวัชชัย องค์วุฒิเวทย์. นิทรรศการในสยาม ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๕ – ๒๔๗๕. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๗.

บ็อค, คาร์ล อัลเฟรด. ท้องถิ่นสยาม ยุคพระพุทธเจ้าหลวง. กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๕๐.

สมโภชพระนครครบร้อยปี. พระนคร : โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์, ๒๕๐๓.

สมิท, ซามูเอล เจ. จดหมายเหตุสยามไสมย. กรุงเทพฯ : สมาคมกิจวัฒนธรรม, ๒๕๔๘.