| |
พระเกียรติแผ่ไปในนานาประเทศ
(1 โหวต)
| ยอดผู้เข้าชม : 71

 

ศราวุฒิ  วัชระปันตี*

        

         หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นร่มฉัตร ปกเกล้าปกกระหม่อมปวงชนชาวไทย ทรงอุทิศพระวรกาย พระปัญญา และพระราชทรัพย์ ปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่ออำนวยประโยชน์แก่อาณาประชาราษฎร์ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากในขณะนั้นมีหลายประเทศตกอยู่ในภาวะสงครามเย็น และมีการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างกว้างขวาง ประเทศไทยในฐานะสมาชิกของประชาคมโลกต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยความระมัดระวัง พระองค์ทรงตระหนักในความสำคัญของการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีกับบรรดามิตรประเทศเหล่านั้นที่มีความสัมพันธ์อันดีอยู่แล้วให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และความร่วมมือกันในด้านต่างๆ เช่นเดียวกับในอดีตเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก พ.ศ. 2440 ซึ่งก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่สยามประเทศอย่างอเนกอนันต์

1

         ใน พ.ศ. ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ โดยทรงเริ่มเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเพื่อนบ้านก่อน คือ สาธารณรัฐเวียดนาม (เวียดนามใต้) ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๒๑ ธันวาคม ๒๕๐๒  ตามคำกราบบังคมทูลเชิญเป็นประเทศแรก หลังจากนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ ๘ – ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๓ และสหภาพพม่า ระหว่างวันที่ ๒ – ๕ มีนาคม ๒๕๐๓  จนกระทั่งกลาง พ.ศ. 2503 เป็นต้นมาจึงเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญเป็นเวลากว่า ๖ เดือน โดยประเทศต่างๆ ที่ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือน มีลำดับดังนี้         

            ๑. สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๑๔ มิถุนายน – ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๓
            ๒. สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ระหว่างวันที่ ๑๙ – ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๓
            ๓. สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ระหว่างวันที่ ๒๕ กรกฎาคม – ๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๓
            ๔. สาธารณรัฐโปรตุเกส ระหว่างวันที่ ๒๒ – ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๓
            ๕. สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ ๒๙ – ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๓
            ๖. ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ ๖ – ๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๓
            ๗. ราชอาณาจักรนอร์เวย์ ระหว่างวันที่ ๑๙ – ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๓
            ๘. ราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๓
            ๙. สาธารณรัฐอิตาลี ระหว่างวันที่ ๒๘ กันยายน – ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๓
           ๑๐. นครรัฐวาติกัน เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๓
           ๑๑. ราชอาณาจักรเบลเยียม ระหว่างวันที่ ๔ – ๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๓
           ๑๒. สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ ๑๑ – ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๓
           ๑๓. ราชรัฐลักเซมเบิร์ก ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๓
           ๑๔. ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๓
           ๑๕. ราชอาณาจักรสเปน ระหว่างวันที่ ๓ – ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๓

2

         การเสด็จเยือนนานาประเทศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงถือว่าเป็นหน้าที่ของประมุขของประเทศ เป็นราชการแผ่นดินที่ต้องเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ  พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะผู้แทนประชาชนในราชอาณาจักร โดยทรงมีพระราชดำรัสลาประชาชน เมื่อวันที่๑๓ มิถุนายน ๒๕๐๓ ก่อนวันเสด็จพระราชดำเนิน ๑ วัน ความว่า

                       “... การไปต่างประเทศคราวนี้ ก็ไปเป็นราชการแผ่นดิน เป็นการทำตามหน้าที่ของข้าพเจ้าในฐานะเป็นประมุขของประเทศ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ในสมัยนี้ประเทศต่างๆ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็กต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่เสมอ จะว่าชนทุกชาติเป็นญาติพี่น้องกันก็ว่าได้ จึงควรพยายามให้รู้จักนิสัยใจคอกัน ทั้งต้องผูกน้ำใจกันไว้ให้ดีด้วย

                        การผูกน้ำใจกันไว้นั้น ธรรมดาญาติพี่น้องก็ไป เยี่ยมถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน แต่สำหรับประเทศนั้นประชาชนนับแสนนับล้านจะไปเยี่ยมกันก็ยาก เขาจึงยกให้เป็นหน้าที่ของประมุข ในการไปเยี่ยมประเทศต่างๆ ข้าพเจ้าก็จะแสดงต่อประชาชนของประเทศเหล่านั้นว่าประชาชนชาวไทยมีมิตรใจต่อเขา และข้าพเจ้าจะพยายามเต็มที่ เพื่อให้ฝ่ายเขารู้จักเมืองไทย และให้เกิดมีน้ำใจดีต่อชาวไทย 

                        ข้าพเจ้าจะลาท่านไปเป็นเวลาราว 6 เดือน ก็เป็นธรรมดาที่นึกห่วงใยบ้านเมือง จึงใคร่ตักเตือนท่านทั้งหลายว่า ขอให้ตั้งหน้าทำการงานของท่านให้เต็มที่ในทางที่ชอบที่ควร ตั้งตัวตั้งใจให้อยู่ในความสงบจะได้เกิดผลดีแก่ตัวท่านเอง และแก่บ้านเมืองซึ่งเป็น ของเราด้วยทุกคน …” [๑]

3

        และในการนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อนึ่ง การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้เป็นการเดินทางครั้งสำคัญและใช้เวลานานสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้ง ๔ พระองค์  ได้ตามเสด็จด้วย ในวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๐๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง ๔ พระองค์ เสด็จพระราชดำเนินจากกรุงเทพมหานคร สู่มลรัฐฮาวาย ซึ่งเป็นสถานที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนเป็นแห่งแรก โดยหนังสือพิมพ์ Honolulu Star Bulletin ของรัฐฮาวาย ได้เสนอข่าวสดุดีทั้งสองพระองค์ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระมหากษัตริย์และพระราชินีที่มีพระปรีชาสามารถในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” [๒]

4

         ในการปฏิบัติพระราชภารกิจอันใหญ่ครั้งนี้ ทั้งสองพระองค์ทรงได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติจาก รัฐบาล และประชาชนทุกประเทศ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์และพระราชไมตรีอันดียิ่งและ  แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นกับนานาประเทศ ทั้งสองพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจด้วยพระอัจฉริยภาพอันสุขุมคัมภีรภาพ พระราชจริยวัตรและประปรีชาสามารถอันเป็นที่ประทับใจ ทรงใช้พระราชปฏิภาณในการตอบคำถามสื่อมวลชน ทรงระมัดระวังพระราชดำรัสซึ่งจะต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี คตินิยม และประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ ทำให้พระองค์และประเทศไทยได้รับการยอมรับในสังคมโลก นับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นทูตสันถวไมตรีอย่างแท้จริง  

5

       นอกจากนี้ยังได้ทรงกระชับความสัมพันธ์กับบรรดาพระประมุขและราชวงศ์ต่างๆ ในยุโรป ได้แก่ ราชวงศ์วินด์เซอร์ แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ราชวงศ์ชเลสวิก-ฮอลชไตน์-ซอนเดอร์บูร์ก-กลึคส์บูร์กแห่งราชอาณาจักรเดนมาร์กและราชอาณาจักรนอร์เวย์ ราชวงศ์เบอร์นาดอตต์แห่งราชอาณาจักรสวีเดน ราชวงศ์ซัคเซิน-โคบูร์กและโกทาแห่งราชอาณาจักรเบลเยียม ราชวงศ์นัสเซา-เวลเบิร์ก แห่งราชรัฐลักเซมเบิร์ก ราชวงศ์ออเรนจ์-นัสเซาแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงได้รับการถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่น อันเป็นที่ปิติยินดี ดังข้อความในพระหัตถเลขา  ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถวายสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในวาระเสร็จสิ้นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักร ความว่า 

                  “... พระราชินีและหม่อมฉันมิสามารถจะจากประเทศอังกฤษไปได้ โดยมิได้แสดงความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และความชื่นชมยินดีที่มีต่อฝ่าพระบาท ความเป็นมิตรที่ฝ่าพระบาทและ  ดยุคแห่งเอดินเบอเรอตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์และพสกนิกรชาวอังกฤษได้ทรงแสดงออกและแสดงออกต่อหม่อมฉันและพระราชินีนั้นเป็นที่ประทับใจยิ่ง และจะคงอยู่ในความทรงจำเสมอมิลืมเลือนชาวอังกฤษช่างดีเหลือเกิน ทั้งๆ ที่มีฝนและพายุยังออกมาต้อนรับทุกเวลาไม่ว่าในที่ใดๆ ก็ตาม การแสดงออกซึ่งฉันทมิตรเช่นนี้มาจากประชาชนอังกฤษเองโดยพร้อมเพรียงกัน หม่อมฉันตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดซึ้ง และจะไม่ลืมที่จะแจ้งให้ประชาชนของหม่อมฉันได้ทราบ หม่อมฉันมั่นใจว่าการเดินทางมายังประเทศอังกฤษนั้น จะช่วยให้ประเทศของเราทั้งสองและพระราชวงศ์ทั้งสอง มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันยิ่งขึ้น เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ...” [๓]

6.1

       ตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือนที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในนานาประเทศ ทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรความก้าวหน้าทางวิทยาการ ทั้งด้านการวิทยาศาสตร์ ด้านการทหาร นับเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมหาศาล ทั้งสองพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยจากการตรากตรำในพระราชภารกิจจนพระวรกายซูบผอมลง และยังปรากฏว่าในปลายกำหนดการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ประชวรพระทนต์ขึ้นอีกแต่ได้เสด็จพระราชดำเนินตามหมายกำหนดการทุกประการ พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้สำเร็จลุล่วงไปตามพระราชประสงค์ ทรงเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้นานาชาติรู้จัก นับเป็นการสร้างเกียรติภูมิให้กับประเทศชาติในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศอันเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยเกื้อหนุนแผนงานและนโยบาย การพัฒนาประเทศไทยตามความดำริของรัฐบาลในช่วง พ.ศ. ๒๕๐๐ – ๒๕๑๐๔ อันเป็นประโยชน์แก่พสกนิกร ชาวไทยมาจนถึงกาลปัจจุบัน เช่น การทำฟาร์มโคนม และกิจการผลิตอาหารจากนมซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และสมาคมเกษตรกรของเดนมาร์ก การต่อเรือ ต. 91 เพื่อใช้ลาดตระเวนชายฝั่ง รักษาความมั่นคงของประเทศ ซึ่งกรมอู่ทหารเรือได้รับการสนับสนุนจากวิศวกรบริษัท LUERSSEN WERFT สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน

 7 8

       หลังจากเสร็จสิ้นการเยือนนานาประเทศตามหมายกำหนดการแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้ง ๔ พระองค์ได้ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถ ที่สมาพันธรัฐสวิส เป็นเวลา ๒ เดือนเศษ จนกระทั้งวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๐๔ ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยเครื่องบินพระที่นั่งออกจากสมาพันธรัฐสวิสนิวัติสู่ราชอาณาจักร มาถึงท่าอากาศยานกองทัพอากาศดอนเมือง ในวันพุธที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๐๔ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์โปรดให้จัดการรับเสด็จพระราชดำเนินอย่างสมพระเกียรติ พร้อมทั้งโปรดให้กำหนดการพระราชพิธีฉลองสมโภช

9

       การเสด็จนิวัติพระราชอาณาจักรในครั้งนี้ยังความปลื้มปิติยินดีแก่ปวงชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง ในการนี้กรมธนารักษ์ร่วมเฉลิมฉลองในวาระอันสำคัญนี้ โดยได้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล  อดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยขอพระบรมราชานุญาตอัญเชิญพระบรมรูปทั้งสองพระองค์ประทับด้านหน้าเหรียญ 

     เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเสด็จนิวัตพระนคร นับเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกวาระแรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ครึ่งพระองค์ ผินพระพักตร์เบื้องซ้าย เบื้องบนเป็นตราพระราชสัญลักษณ์จักรี กระหนาบด้วยลายกระหนก เบื้องล่างมีข้อความว่า “เสด็จนิวัตพระนคร”ด้านหลัง เป็นตราแผ่นดิน ริมขอบบนมีข้อความ “รัฐบาลไทย พ.ศ. ๒๕๐๔ ด้านซ้ายมีเลขไทย “๑” ด้านขวามีเลขอารบิก “1” เบื้องล่างมีคำว่าว่า “บาท”

10

 

         

 


 

* ภัณฑารักษ์ชำนาญการ ส่วนจัดแสดงทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน

 เชิงอรรถ

[๑] ประกาศ วัชราภรณ์ (รวบรวมและเรียบเรียง), เสด็จฯ เยือน 14 ประเทศ. พิมพ์ครั้งที่ ๓ ,(กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, 2550), หน้า ๑
[๒] มะลิวัลย์ ฉวีสุข, พระบรมธรรมิกราช, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ๒๕๕๑), หน้า ๒๒๐.
[๓] ไกรฤกษ์ นานา, การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศเถลิงพระเกียรติรัชกาลที่ 9 ในโลกตะวันตก. ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 29 ฉบับที่ 2 (ธันวาคม 2550), หน้า ๘๖ – ๘๗.
[๔] ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล, การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศครั้งสำคัญใน พ.ศ.๒๕๐๓ เกื้อประโยชน์อนันต์ต่อประเทศไทย, วารสารสุโขทัยธรรมาธิราช ปีที่ ๑๙ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม – ธันวาคม ๒๕๕๙), หน้า ๑๘

 

บรรณานุกรม

กรมธนารักษ์. เหรียญกษาปณ์กรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๕๒๕. กรุงเทพฯ : กรมธนารักษ์. 25๒๕.
กฤตพร ศิริใจชิงกุล. Investing in Collectibles : การลงทุนในของสะสม. วารสารการออมและการลงทุน Savings and Investment ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๕๓ กันยายน ๒๕๕๙
ไกรฤกษ์ นานา. การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศเถลิงพระเกียรติรัชกาลที่ ๙ ในโลกตะวันตก. ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๒ (ธันวาคม ๒๕๕๐).
ประกาศ วัชราภรณ์ (รวบรวมและเรียบเรียง). เสด็จฯ เยือน ๑๔ ประเทศ. พิมพ์ครั้งที่ ๓ . กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า. ๒๕๕๐.
มะลิวัลย์ ฉวีสุข. พระบรมธรรมิกราช. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดพิมพ์เนื่องใน โอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ๒๕๕๑.
วรวัฒน์ วงษ์ดนตรี. การควบคุมน้ำหนักของเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง, วารสารกรมอู่ทหารเรือ ประจำปี ๒๕๕๙.
ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล. การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศครั้งสำคัญใน พ.ศ.๒๕๐๓ เกื้อประโยชน์ อนันต์ต่อประเทศไทย. วารสารสุโขทัยธรรมาธิราช ปีที่ ๑๙ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม – ธันวาคม ๒๕๕๙).