| |
เครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)
(1 โหวต)
| ยอดผู้เข้าชม : 156

 

สมศักดิ์  ฤทธิ์ภักดี*

        

         พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือเรียกกันทั่วไปว่า “พระแก้วมรกต” เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสำคัญของประเทศไทย เป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนทั่วไปทั้งในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง มีการทรงเครื่อง ๓ ฤดู โดยผลัดเปลี่ยนตามฤดูกาล มีประวัติว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ๓ ฤดูขึ้นด้วยพระราชศรัทธา (ภาพ ๑) เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา สำหรับเปลี่ยนตามฤดูกาล จึงเป็นที่มาของพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรทั้งสามฤดูสืบมาจนมาถึงปัจจุบัน โดยพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์จะทรงประกอบพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรในวันเริ่มต้นฤดูเป็นประจำทุกปี และมีกำหนดเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ เดือน ๘ และเดือน ๑๒ ของทุกปี

 

1

 

ประวัติและพุทธลักษณะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

         จากหลักฐานเอกสารพงศาวดารที่สืบค้นได้กล่าวไว้ว่า ได้พบพระแก้วมรกตเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๗๙ ตรงกับสมัยของพระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งอาณาจักรล้านนา โดยค้นพบในเจดีย์องค์หนึ่ง ภายในเมืองเชียงรายที่ถูกฟ้าผ่าทลายลงมา [๑] (ปัจจุบันคือวัดพระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย) หลังจากนั้นได้มีการอัญเชิญมาประดิษฐานยังเมืองเชียงใหม่ แต่เกิดปาฏิหาริย์ทำให้พระแก้วมรกตต้องมาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วดอนเต้า นครลำปางจนถึงรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๙๘ – ๒๐๓๐) เมื่อคราวที่สร้างวัดเจดีย์หลวงแล้วเสร็จ จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากนครลำปาง มาประดิษฐานในซุ้มจระนำด้านทิศตะวันออกของเจดีย์หลวง กลางนครเชียงใหม่ ต่อมาพระไชยเชษฐาธิราช ผู้ทรงเป็นพระอุปราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง และเคยมาปกครองล้านนา (เชียงใหม่) เป็นเวลา ๒ ปี (พ.ศ. ๒๐๙๑ – ๒๐๙๒) เมื่อพระราชบิดาซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งล้านช้างเสด็จสวรรคตลงแล้ว พระไชยเชษฐาธิราชจึงเสด็จกลับไปครองอาณาจักรล้านช้าง พร้อมกับอัญเชิญพระแก้วมรกตไปยังเมืองหลวงพระบาง [๒] ต่อมาภายหลังได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานยังวัดพระแก้ว ในนครเวียงจันทน์ เป็นเวลากว่า ๒๐๐ ปี จนกระทั่งสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากนครเวียงจันทน์มายังกรุงธนบุรี และเมื่อย้ายเมืองหลวงมาอยู่ฝั่งพระนคร (กรุงเทพฯ) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง และได้มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในพระอุโบสถ เมื่อวันจันทร์  เดือน ๔ แรม ๔ ค่ำ ปีมะโรง พุทธศักราช ๒๓๒๗ [๓] แล้วเรียกอย่างเป็นทางการว่า “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” มาจนถึงปัจจุบัน

 

2

 

         พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต (ภาพ ๒) เป็นพระพุทธรูปแบบศิลปะล้านนา สร้างด้วยฝีมืออันประณีต มีพุทธลักษณะงดงาม พระพักตร์ค่อนข้างกลมอูม มีอุณาโลมที่กลางพระนลาฏ พระขนงโก่ง พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์บาง สลักขอบ เป็นสองเส้นอมยิ้ม พระหนุเป็นปม พระเกตุมาลาเกลี้ยงไม่มีขมวดพระเกศา มีพระรัศมีรูปบัวตูมขนาดเล็ก ใบพระกรรณยาว องค์พระพุทธรูปมีพระอังสาใหญ่  บั้นพระองค์เล็ก จีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา มีสังฆาฏิพาดบนพระอังสาซ้ายปลายจรดพระนาภี ประทับนั่งในท่าวีราสนะ แสดงธยานะมุทรา (ปางสมาธิ) ฐานหน้ากระดานเกลี้ยง ปราศจากลวดลายเครื่องประดับลักษณะการนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ขวาซ้อนทับพระหัตถ์ซ้าย มีชายสังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ซึ่งเป็นลักษณะที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ [๔] วัสดุที่ใช้สร้างนั้น ไม่จัดเป็นมรกต แต่เป็นหินสีเขียวชนิดหนึ่ง [๕] เป็นแท่งเดียวกันทั้งองค์ องค์พระมีขนาดหน้าตักกว้าง ๔๘.๓๐ เซนติเมตร ความสูงจากฐานถึงพระรัศมี ๖๖ เซนติเมตร จากพุทธลักษณะที่เรียบง่าย มีความเป็นมายาวนาน น่าเลื่อมใส และได้รับ  การยกย่องให้เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของไทย จากพระราชศรัทธาของพระมหากษัตริย์ไทย จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเครื่องทรงถวายอย่างสมพระเกียรติดูเด่นสง่างาม ในฐานะพระพุทธรูปประจำเมืองหรือราชอาณาจักร

 

3 4

คติความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธรูป

         การสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธรูปน่าจะมีที่มาเดียวกันกับการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่อง โดยพบพระพุทธรูปทรงเครื่องรุ่นแรกในศิลปะอินเดีย ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๖ (ภาพ ๓) และพบพระพุทธรูปทรงเครื่องในดินแดนประเทศไทยมีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นมา ในศิลปะหลายสมัย ได้แก่ ศิลปะลพบุรี ศิลปะล้านนา ศิลปะอยุธยา และศิลปะรัตนโกสินทร์ ซึ่งศิลปะแต่ละสมัยได้ส่งอิทธิพลให้แก่กัน โดยพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยรัตนโกสินทร์ได้รับรูปแบบมาจากพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยาตอนปลาย (ภาพ ๔) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะลพบุรีหรือศิลปะเขมรอีกที พร้อมกับการรับคติเทวราชาจากเขมรที่ถ่ายทอด เข้าสู่ราชสำนักไทยมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเช่นกัน โดยมีลักษณะเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ทรงเครื่องขัตติยราชแบบกษัตริย์ [๖] เช่น มงกุฎแบบชฎาใหญ่ สังวาล ทับทรวง ชายไหว ชายแครง กำไลพระบาท และพระบาทจะสวมฉลองพระบาท เชิงงอน [๗] ลักษณะดังกล่าวอาจจะเกี่ยวข้องกับตำนานในพุทธศาสนาอีกด้วย จึงเกิดการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องที่มีลักษณะแตกต่างจากพระพุทธรูปทั่วไปที่มีการห่มจีวรเฉียงหรือห่มจีวรคลุม ดังนั้นการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องอาจมีที่มาจากคติความเชื่อ ดังนี้

         ประการแรก สร้างขึ้นตามคติความเชื่อในพุทธศาสนาเถรวาท ในพระพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าทรงทรมานพระมหาชมภู [๘] ซึ่งเป็นเรื่องราวการอธิบายทางประติมานวิทยาของพระพุทธรูปทรงเครื่องที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์มหาชมภูบดีสูตรว่า "พระมหาชมภู เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการและมีฤทธานุภาพมาก ไม่ยอมรับนับถือพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าจึงเนรมิตพระองค์เป็นอย่างพระมหาจักรพรรดิ ทรงแสดงธรรมโปรดจนพระมหาชมภูลดทิฐิมานะหันมายอมรับนับถือพระพุทธศาสนา"

         ประการที่สอง สร้างขึ้นตามคติพุทธศาสนามหายาน มีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็นจักรวาทิน [๙]  หมายถึงผู้ศูนย์กลางแห่งจักรวาล หรืออาจหมายถึง อนาคตพุทธเจ้าหรือพระศรีอาริย์ [๑๐] ที่มีลักษณะการทรงเครื่องแบบกษัตริย์

         ประการที่สาม สร้างขึ้นตามคติที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงดำรงอยู่ในฐานะเทวราชา ผสมผสานกับพุทธราชา ตามลัทธิเทวราช ซึ่งเป็นคติที่รับอิทธิพลมาจากเขมรในสมัยอยุธยาตอนต้น จึงเกิดพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบกษัตริย์

        การสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธรูปอาจมีพื้นฐานความเชื่อเช่นเดียวกันกับการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อองค์พระพุทธรูปหรือเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง จึงน่าจะมีการสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธรูปเพื่อเป็นพุทธบูชา ให้มีลักษณะพิเศษกว่าพระพุทธรูปทั่วไป ด้วยวัสดุมีค่าสวยงามและฝีมือช่างชั้นสูง สะท้อนให้เห็นถึงศรัทธาของผู้สร้างถวาย ตัวอย่างเช่น การสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธรูปสำคัญประจำเมือง เช่น พระมหามัยมุนีหรือพระมหามุนี แห่งเมืองมัณฑะเลย์ สหภาพเมียนม่าร์ พระพุทธรูปองค์ใหญ่เครื่องทรงอย่างกษัตริย์ รวมทั้งพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต เครื่องทรง ๓ ฤดู ที่มีการสร้างเครื่องทรงถวายในสมัยต้นรัตนโกสินทร์

 

การสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

        การสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรในฐานะพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านเมือง เกิดขึ้นจากพระราชศรัทธาของพระมหากษัตริย์ไทยแห่งราชวงศ์จักรี ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สันนิษฐานว่า เดิมพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่ไม่มีเครื่องทรงประจำฤดู น่าจะเริ่มมีการสร้างเครื่องทรงถวายในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา โดยมีประวัติเกี่ยวกับการสร้างเครื่องทรงฯ ถวายพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างเครื่องทรงฯ ๒ ชุด คือ ชุดวสันตฤดู และชุดคิมหันตฤดู ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้าง เครื่องทรงเพิ่มอีกหนึ่งชุด ถวายเป็นพุทธบูชา สำหรับเป็นเครื่องทรงฤดูหนาว พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรจึงมีเครื่องทรงครบ 3 ฤดู เพื่อนำมาผลัดเปลี่ยนตามฤดูกาลสืบต่อมาทุกรัชกาล ทั้งนี้ การเปลี่ยนเครื่องทรงจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว จะอัญเชิญเครื่องทรงชุดเหมันตฤดูห่มคลุมทับเครื่องทรงชุดวสันตฤดู โดยมิได้ถอดเครื่องทรง ชุดวสันตฤดูออก ดังนั้นในรอบ ๑ ปี พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรจึงทรงเครื่องชุดวสันตฤดูยาวนานถึง ๘ เดือน และรักษาธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อมาถึงปัจจุบัน

        ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กรมธนารักษ์ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดสร้างเครื่องทรงฯ ๓ ฤดู ชุดใหม่ เพื่อทดแทนเครื่องทรงฯ ๓ ฤดู ชุดเดิม ที่มีสภาพชำรุดยากแก่การซ่อมบูรณะให้สวยงามดังเดิม และยังเป็นการรักษาเครื่องทรงฯ ชุดเดิม มิให้ชำรุดมากขึ้น ตลอดจนเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสมหามงคลพระราชพิธีกาญจนาภิเษก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙

        จึงกล่าวได้ว่า ปัจจุบันมีเครื่องทรงพระพุทธมหาปฏิมากรทั้ง ๓ ฤดู มีจำนวน ๒ ชุด คือ ชุดเดิมที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๓ เป็นชุดเดิมที่เก็บรักษาไว้ไม่ได้ใช้แล้ว และชุดใหม่ที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๙  (ภาพ ๔) เป็นชุดนำมาใช้ผลัดเปลี่ยนตามฤดูกาลในพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรจนถึงปัจจุบัน

 

5

 

       การสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรเป็นการอุทิศถวายเพื่อเป็นพุทธบูชา สะท้อนให้เห็นถึงพระราชศรัทธาของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่นและแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งแห่งโภคทรัพย์ที่มีอยู่ในแผ่นดิน ในฐานะที่พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรเป็นที่เคารพ นับถือและศูนย์กลางศรัทธาแห่งราชอาณาจักรสยาม มีการสร้างเครื่องทรงถวายให้เป็นเครื่องทรงประจำฤดูกาลและมีการผลัดเปลี่ยนเครื่องทรงทุกฤดูกาล จึงเป็นพระราชพิธีสำคัญที่ราชสำนักไทยปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นรูปแบบทางความศรัทธาที่มีการสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธรูปสำคัญที่สร้างด้วยแก้วหรือหินสีองค์อื่นๆ ในช่วงระยะเวลาต่อมา

 

6

 

 

7 

 

       คติการสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรน่าจะส่งอิทธิพลต่อการสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธรูปสำคัญที่สลักด้วยแก้วหรือหินสีองค์อื่น ๆ ที่พบในประเทศไทย ในช่วงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ตัวอย่างเช่น  การสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย หรือพระแก้วขาว (ภาพ ๕) ในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านนา มีพุทธลักษณะคล้ายกับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรสลักจากแก้วผลึกใส มีประวัติว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างทำพระรัศมีและพระศกของพระพุทธรูปแก้วผลึกด้วยทองคำประดับเพชร รวมทั้งสันถัตทำใหม่เป็นลายกุดั่นประดับนพรัตน์ พร้อมกับถวายสังวาลเฟื่องเพชร และสร้อยอ่อนอย่างละสาย พระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย หรือพระแก้วขาว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างทำพระรัศมีและพระศกของพระพุทธรูปแก้วผลึกด้วยทองคำประดับเพชร พร้อมกับถวายสังวาลเฟื่องเพชร และสร้อยอ่อนอย่างละสาย [๑๑]

        และยังมีพระแก้วดอนเต้า จังหวัดลำปาง (ภาพ ๖) เป็นพระพุทธรูปสลักจากหยกสีเขียวศิลปะล้านนา มีพุทธลักษณะเหมือนกับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร สร้างขึ้นในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ [๑๒] มีประวัติการสร้างเครื่องทรงประจำฤดูถวายเพื่อเป็นพุทธบูชาในสมัยรัตนโกสินทร์เช่นเดียวกัน การสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธรูปนับว่าเป็นการแสดงความเคารพในฐานะพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง มีข้อสังเกตว่า การสร้าง  เครื่องทรงถวายพระพุทธรูปน่าจะสัมพันธ์กับลักษณะของพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะเรียบง่าย สร้างด้วยวัสดุมีค่าและหายาก เช่น แก้วหรือหินสี ซึ่งมีความเปราะบาง จึงไม่สามารถสลักลวดลายหรือรายละเอียดได้มากนัก ประกอบกับมีประวัติที่สร้างความศรัทธาเลื่อมใสให้แก่ผู้พบเห็น จึงมีการสร้างเครื่องทรงถวายทำให้พระพุทธรูป มีความสง่างดงาม ตามคติความเชื่อที่กล่าวไปแล้วข้างต้น 

 

ลักษณะเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

        จากประวัติความเป็นมาของเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ๓ ฤดู มี ๒ ชุด คือ เครื่องทรงฯ ๓ ฤดู ชุดเดิมและชุดใหม่ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงลักษณะทั่วไปของเครื่องทรงฯ ทั้ง ๓ ฤดู ชุดเดิมที่เป็นต้นแบบเครื่องทรงฯ ชุดใหม่ ดังนี้

        ชุดคิมหันตฤดูหรือเครื่องทรงสำหรับฤดูร้อน (ภาพ ๗) เป็นเครื่องต้นอย่างพระมหากษัตริย์ ทำด้วยทองคำลงยาประดับเพชรและอัญมณีชนิดต่างๆ ส่วนประกอบทุกชิ้นขึ้นรูปด้วยทองคำสลักดุนลาย ฝังอัญมณี และลงยาสี มีการใช้ข้อต่อย่างง่าย ๆ โดยการต่อห่วง เมื่อนำไปทรงที่องค์พระจะใช้ขี้ผึ้งทารองไว้ เพื่อให้เครื่องทรงฯ ยึดติดกับองค์พระ เครื่องทรงฤดูนี้ประกอบด้วย
           - พระมงกุฎทรงเทริดทองคำลงยาฝังอัญมณี ยอดประดับเพชรเม็ดใหญ่
           - พระกรรเจียกซ้าย – ขวา ทองคำลงยาประดับอัญมณี
           - กรองพระศอทองคำลงยาราชาวดี ประดับอัญมณี มีสังวาลพระนพทองคำลงยาฝังอัญมณี ๙ ชนิด
           - ทับทรวงทองคำลงยาประดับอัญมณี สังวาลทับทรวงฝังบุษย์น้ำเพชร กลางฝังบุษราคัม
           - ตาบข้างซ้ายและขวาทองคำประดับทับทิม ตาบหลังทองคำประดับไพลิน มีสังวาลต่อตาบทองคำประดับอัญมณี
           - พาหุรัดขวาและช้ายทองคำลงยาประดับอัญมณี
           - ทองพระกรครึ่งซีกข้างซ้ายและข้างขวาทองคำลงยาฝังมุกดา และพลอยสีต่าง ๆ
           - กรองเชิงครึ่งซีกทองคำลงยาประดับอัญมณี
           - กระหนกข้างซ้ายขวาทองคำลงยาประดับเพชร และพลอยขนาดต่าง ๆ
           - รัดพระองค์ด้านหน้าครึ่งซีกทองคำลงยาประดับอัญมณี
           - พระสังวาลทองคำดอกจิกและลูกคั่นประดับอัญมณี

           - พระสังวาลทองคำสายคู่ มีดอกประจำยามฝังเพชร
           - เชิงสนับเพลาข้างซ้ายและขวาทองคำลงยาประดับอัญมณี
           - พระธำมรงค์ทองคำประดับอัญมณี

8

 

       ชุดวสันตฤดูหรือเครื่องทรงสำหรับฤดูฝน (ภาพ ๘) ส่วนประกอบต่าง ๆ ทำด้วยทองคำลงยาประดับอัญมณี ประกอบด้วย
          - พระศกศิราภรณ์ ทำด้วยทองคำลงยาสีนํ้าเงินเข้ม ปลายพระเกศาที่เวียนเป็นทักษิณาวรรตประดับด้วยอัญมณีขนาดเล็ก พระรัศมีลงยา
          - ผ้าห่มดองทองคำลงยา ใช้แผ่นทองคำทำเป็นกาบจำหลักลายทรงข้าวบิณฑ์ ประดับอัญมณี มี ๒ ส่วน คือ จีวรห่มเฉียงทองคำลงยาประดับอัญมณี และสบงทองคำลงยาชายสบงประดับอัญมณี
          - ผ้าสังฆาฏิทองคำประดับอัญมณี สำหรับใช้วางซ้อนทับผ้าห่มดองอีกที เมื่อประกอบเข้ากับองค์พระแล้วจะมีลักษณะเหมือนผ้าทรงอย่างห่มดอง

       9 10

 

       ชุดเหมันตฤดูหรือเครื่องทรงสำหรับฤดูหนาว (ภาพ ๙) เป็นผ้าทรงคลุมทำด้วยทองคำร้อยลวดเหมือนตาข่าย ยึดติดกันด้วยการทำห่วงคล้องต่อกันเป็นลายแก้วชิงดวงและประดับอัญมณี ขอบผ้าลงยาสี สำหรับใช้คลุมทั้งสองพระพาหา พระศกคล้ายของฤดูฝน เครื่องทรงฤดูนี้ ประกอบด้วย
          - พระศกทองคำประดับเพชร พระรัศมีทองคำลงยา ต้นพระรัศมีฝังเพชร ยอดฝังเพชร
          - ผ้าห่มทองคำลงยาบริเวณริมผ้าทั้งสองด้าน ชายผ้าทั้งสองด้านประดับเพชรและพลอยสีต่าง ๆ กลางผืนเป็นลายแก้วชิงดวง กลีบดอกลงยา กลางดอกฝังพลอยสี มีกระดุมทองประดับเพชร ๒ กระดุม มีสายสร้อยทองคำ ๔ สาย

       การสร้างเครื่องทรงเพื่ออุทิศถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เพื่ออัญเชิญไปผลัดเปลี่ยนตามฤดูกาล จนเกิดเป็นพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ที่พระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ทรงประกอบพระราชพิธีนี้ในวันเริ่มฤดูเป็นประจำทุกปี โดยมีการกำหนดวันประกอบพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ดังนี้  ฤดูร้อน กำหนดวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ราวเดือนมีนาคม  ฤดูฝน กำหนดวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ราวเดือนกรกฎาคม ฤดูหนาว กำหนดวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ราวเดือนพฤศจิกายน สันนิษฐานว่า การเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรสัมพันธ์กับความอุดมสมบูรณ์แห่งราชอาณาจักร และเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนฤดูกาลตามธรรมชาติอีกด้วย

       พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เป็นพระราชพิธีสำคัญที่พระมหากษัตริย์จะต้องเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงฯ ด้วยพระองค์เอง เว้นแต่ทรงมีพระราชกรณียกิจจำเป็นไม่อาจเสด็จฯ ได้ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์ เสด็จแทนพระองค์ สำหรับเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรที่ใช้ประกอบพระราชพิธีในปัจจุบันเป็นเครื่องทรงฯ ชุดใหม่ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๙ โดยเครื่องทรงฯ ประจำฤดูที่มิได้ทรงจะเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ที่ศาลาเครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญกษาปณ์ไทย ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าชมอย่างทั่วถึงและใกล้ชิด เมื่อถึงกำหนดพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงฯ จะอัญเชิญออกเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายสำหรับทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรที่เคยปฏิบัติตามโบราณราชประเพณี และอัญเชิญเครื่องทรงฤดูก่อนไปเก็บรักษาไว้

       กล่าวได้ว่า เครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ๓ ฤดู เป็นหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อ ความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อพระพุทธรูปสำคัญประจำเมือง แสดงให้มีความวิจิตรงดงามแสดงเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมไทย ที่สรรค์สร้างจากภูมิปัญญาและงานช่างฝีมือชั้นสูงของไทย นับว่าเป็นหนึ่งในทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินที่ควรรักษาให้เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติไทยสืบไป

 

 


* ภัณฑารักษ์ชำนาญการ ฝ่ายพิพิธภัณฑ์ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์ 

 เชิงอรรถ

[๑] พระยาประชากิจการจักร (แช่ม บุนนาค). พงศาวดารโยนก. พิมพ์ครั้งที่ ๕, (พระนคร : คลังวิทยา, ๒๕๐๗), หน้า ๓๔๓ – ๓๕๕.
[๒] พระยาประชากิจการจักร (แช่ม บุนนาค). พงศาวดารโยนก. พิมพ์ครั้งที่ ๕, (พระนคร : คลังวิทยา, ๒๕๐๗),, หน้า ๓๘๙.
[๓] กรมธนารักษ์. จดหมายเหตุการณ์สร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร. (กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิซชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๔๐). หน้า ๑๒.
[๔] ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูปสำคัญและพุทธศิลป์ในดินแดนไทย. (กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๔), หน้า ๑๔๔.
[๕] กรมธนารักษ์. จดหมายเหตุการณ์สร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร. (กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิซชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๔๐). หน้า ๙.
[๖] ศศี ยุกตะนันทน์.ศศี ยุกตะนันทน์. คตินิยมในการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องในสมัยอยุธยา. วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.(โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์))--มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๒.
[๗] จารุณี อินเฉิดฉาย. พระพุทธรูปทรงเครื่อง. เมืองโบราณ. ปีที่ ๑๙, ฉบับที่ ๔ (ต.ค. - ธ.ค. ๒๕๓๖) : หน้า ๘๐-๘๗ ; ภาพประกอบ.
[๘] สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส, พระปฐมสมโพธิกถา, ๒๓๓๓-๒๓๙๖ พระนคร : โรงพิมพ์ศิริเจริญ, ๒๔๕๐. หน้า 3.
[๙] หมายถึง พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช หรือเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เหนือกว่าจักรพรรดิอื่น ๆ หรือ มหาจักรพรรดิราชแห่งจักรวาล
[๑๐] บำเพ็ญ ระวิน ผู้ชำระต้นฉบับ ; นิธิ เอียวศรีวงศ์ บรรณาธิการ. พระอนาคตวงศ์. กรุงเทพฯ : อมรินทร์ พริ้นติ้ง, ๒๕๔๒. หน้า ๕.
[๑๑] พิชญา สุ่มจินดา. พระพุทธรูปทรงเครื่องฉลองพระองค์ในพระบรมมหาราชวัง. ประวัติศาสตร์ศิลปะที่ต้องจารึก. (กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิซชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๐). หน้า ๖๘.
[๑๒] ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูปสำคัญและพุทธศิลป์ในดินแดนไทย. (กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๔), หน้า ๑๔๔.

 

เอกสารอ้างอิง

กรมธนารักษ์. จดหมายเหตุการณ์สร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร. (กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิซชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๔๐).
พิชญา สุ่มจินดา. พระพุทธรูปทรงเครื่องฉลองพระองค์ในพระบรมมหาราชวัง. ประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ต้องจารึก. (กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิซชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๐).
ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูปสำคัญและพุทธศิลป์ในดินแดนไทย. (กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๔).
บำเพ็ญ ระวิน ผู้ชำระต้นฉบับ ; นิธิ เอียวศรีวงศ์ บรรณาธิการ. พระอนาคตวงศ์. (กรุงเทพฯ : อมรินทร์ พริ้นติ้ง, ๒๕๔๒).
สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส, พระปฐมสมโพธิกถา, ๒๓๓๓-๒๓๙๖ พระนคร : โรงพิมพ์ศิริเจริญ, ๒๔๕๐.
จารุณี อินเฉิดฉาย. พระพุทธรูปทรงเครื่อง. เมืองโบราณ. ปีที่ ๑๙, ฉบับที่ ๔ (ต.ค. - ธ.ค. ๒๕๓๖) : หน้า ๘๐-๘๗.
พระยาประชากิจการจักร (แช่ม บุนนาค). พงศาวดารโยนก. พิมพ์ครั้งที่ ๕, (พระนคร : คลังวิทยา, ๒๕๐๗).
ศศี ยุกตะนันทน์.ศศี ยุกตะนันทน์. คตินิยมในการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องในสมัยอยุธยา.วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.(โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์))--มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๒.