| |
การใช้เหรียญต่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 4
(1 โหวต)
| ยอดผู้เข้าชม : 554

 

ลลิตา อัศวสกุลฤชา
 

ในช่วงต้นรัชกาลที่ 4 ภายหลังที่ไทยทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับอังกฤษ ใน ปี พ.ศ. 2398 ทำให้มีชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้าขายกับไทยมากขึ้น ส่งผลให้มีเงินต่างชาติเข้ามาสู่ระบบการค้าขายของไทยมากขึ้น และภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับอังกฤษ ก็ได้มีชาติต่างๆ เข้ามาทำสนธิสัญญาลักษณะเดียวกันกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับประเทศไทย เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เดนมาร์ก แอนซิเอติกรีพลับลิก โปรตุเกส ฮอลันดา ปรัสเซีย (เยอรมัน) สวีเดน นอร์เวย์ เบลเยี่ยม อิตาลี และสเปน ส่งผลให้การค้าขายกับต่างชาติของไทยเจริญยิ่งขึ้น เหรียญต่างชาติก็เข้าสู่ระบบการค้าขายมากยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม พ่อค้าไทยยังไม่คุ้นเคยและไม่เชื่อถือในเงินเหรียญ ทำให้พ่อค้าชาวต่างชาติต้องนำเงินเหรียญต่างชาติไปให้ช่างในพระคลังมหาสมบัติหลอม ส่งผลให้ต่อมา นายชาร์ล เบลล์ ผู้ว่าการแทนกงสุลอังกฤษประจำประเทศไทยได้ทำหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนรับเงินเหรียญต่างชาติในการแลกเปลี่ยนค้าขาย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงประกาศให้ใช้เงินเหรียญต่างประเทศแทนเงินพดด้วงได้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2399 จึงทำให้การค้าขายกับต่างชาติเจริญขึ้น เงินตราต่างชาติที่ผลิตขึ้นช่วงเวลานั้นผลิตจากหลายชนชาติและหลายประเภท พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้มีการประกาศให้ใช้เหรียญและระบุพิกัดในการแลกเปลี่ยนขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถทำการแลกเปลี่ยนค้าขายกับชาวต่างชาติได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างชาติในสมัยรัชกาลที่ 4

 

ในสมัยรัชกาลที่ 4 ภายหลังที่ไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริง ทำให้มีเรือต่างชาติเข้ามาทำการค้าขายกับไทยมากขึ้น ส่งผลให้มีเงินต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยอย่างมาก จากเดิมที่พ่อค้าชาวต่างชาตินำเหรียญมาให้ช่างในพระคลังมหาสมบัติทำเงินตรา แต่เนื่องจากไม่สามารถผลิตได้ทันความต้องการด้วยการผลิตเงินตราของไทยนั้นผลิตด้วยกำลังคน จึงได้มีประกาศให้ใช้เงินเหรียญนอกขึ้น ในปี พ.ศ. 2399 โดยมีหลักเกณฑ์การใช้เงินเหรียญขึ้น ปรากฏในประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 มีเนื้อหา ดังนี้

 

“... ซึ่งลูกค้าพาณิชแลราษฎรทั้งปวงจะซื้อขายใช้เงินเหรียญกันข้างนอกก็ตามใจ แต่ให้คิดสามเหรียญเป็นเงินตราตำลึงบาท ชั่งหนึ่งเป็นเงินเหรียญสี่สิบแปดเหรียญ เงินตราสิบชั่งเป็นเงินสี่ร้อยแปดสิบเหรียญ    เห็นว่าไม่สู้เสียรัดเสียเปรียบกันทั้งเจ้าของเงินเหรียญเจ้าของเงินบาท ถ้าเงินเบาตาชั่งแลเงินย่อยจะนับเป็นเหรียญไม่ได้ ก็ให้ชั่งตามพิกัดคลังเงินชั่งหนึ่งหักค่าสูญเพลิงค่าถ่านแล้ว คงให้เงินตราสิบแปดตำลึงสามบาทสามสลึง...” (ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4, 2547: 121)

 

อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ. 2400 เงินเหรียญต่างชาติยังคงไม่ได้รับการยอมรับในการแลกเปลี่ยนค้าขาย และยังมีการนำเหรียญต่างชาติไปประดับตกแต่งร่างกาย ทำให้มีประกาศห้ามไม่ให้เอาทองเหรียญเงินเหรียญแต่งตัวให้เด็ก แลอนุญาตให้ใช้เงินเหรียญนอก และได้มีระบุพิกัดในการแลกเปลี่ยนเงินตรา ดังนี้

“...3 เหรียญ คิดเป็นเงินบาท 4 บาท 6 เหรียญเป็นเงิน 10 บาท 9 เหรียญเป็นเงิน 15 บาท      12 เหรียญเป็นเงิน 20 บาท 24 เหรียญเป็นเงิน 40 48 เหรียญเป็นเงิน 80 บาท 60 เหรียญเป็นเงิน 100 บาท...” (ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4, 2547: 132)

 

แม้จะมีประกาศให้ใช้เงินเหรียญไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับนักในเมืองพระนคร จึงได้ออกประกาศมาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2400 มีใจความในประกาศให้ใช้เงินเหรียญ ครั้งที่ 2 ดังนี้

“...ด้วยราษฎรจะได้มีทรัพย์สินเงินทองบริบูรณ์ขึ้น แลแผ่นดินจีน เมืองพราหมณ์ เมืองแขกเทศ เมืองมลายู เมืองพม่า เมืองมอญ ที่ลูกค้าชาวยุโรปได้ไปขายถึง ก็ได้ใช้เงินเหรียญกันทั่วไปแล้ว แลเมืองสงขลา เมืองถลาง เมืองพะงา เมืองตะกั่วทุ่งตะกั่วป่าซึ่งขึ้นกับกรุงเทพมหานครที่ค้าขายถึงกันกับประเทศที่ขึ้นแก่อังกฤษ   ก็ได้ใช้เงินเหรียญอยู่บ้างนานมาแล้ว แลที่กรุงเทพมหานครทุกวันนี้ลูกค้าวาณิชเข้ามาค้าขายเจริญมากขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายสิบเท่า ควรจะให้ใช้เงินเหรียญกันได้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงโปรดให้ประกาศซ้ำ ประกาศฉบับเก่าอีกฉบับหนึ่งเพื่อให้ลูกค้าวาณิชแลราษฎรใช้เงินเหรียญ เมื่อใช้ไม่ได้ก็เอามาแลกต่อพระคลังมหาสมบัติตามพิกัด สามเหรียญเป็นเงินห้าบาท จะโปรดให้เจ้าพนักงานพระคลังมหาสมบัติคอยรับเงินเหรียญเปลี่ยนเงินตราให้ราษฎร...” (ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4, 2547: 138)


ถึงแม้จะมีประกาศออกไปแล้ว 2 ฉบับ แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับนัก ต่อมาจึงได้มีประกาศพระราชบัญญัติให้ใช้เงินเหรียญนอกขึ้น ซึ่งระบุเบี้ยปรับสำหรับผู้ที่ไม่รับเงินเหรียญไว้ ดังนี้
“...ถ้าเจ้าหนี้นายเงินไม่รับเงินเหรียญไว้จะรับแต่เงินตราบาทฝ่ายเดียว ที่กรุงเทพฯ ให้ผู้เป็นลูกหนี้มาร้องต่อเจ้าพนักงานพระคลัง ซึ่งได้ตั้งรับแลกเงินเหรียญอยู่ ณ พระคลังสินค้า ที่หัวเมืองให้ผู้เป็นลูกหนี้มาร้องต่อผู้สำเร็จราชการเมืองกรมการ จะได้หมายไปหาตัวเจ้าหนี้นายเงินผู้ไม่รับเงินเหรียญมาว่ากล่าวให้รับเงินเหรียญไปแล้วให้เจ้าพนักงานพระคลังสินค้าแลผู้สำเร็จราชการเมืองกรมการ คิดหักไว้เป็นพินัยหลวงร้อยละห้าตามเงินมากแลน้อย...” (ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4, 2547: 140)


อย่างไรก็ตามแม้จะมีประกาศพระราชบัญญัติให้ใช้เงินเหรียญนอกแล้ว แต่ก็ยังคงไม่ได้รับความนิยมด้วยเหรียญต่างชาติที่เข้ามาในช่วงเวลานั้นมีหลายชนิดประเภท โดยที่ปรากฏในประกาศรัชกาลที่ 4 มี 3 ชนิดเหรียญคือ เหรียญนก เหรียญรูเปียอินเดีย และเหรียญวิลันดา มีการระบุพิกัดในการแลกเปลี่ยนเงินตราประกาศพิกัดเงินเหรียญนอกขึ้นได้ไว้ ดังนี้

“...3 เหรียญเป็นเงิน 5 บาท 6 เหรียญเป็นเงิน 10 บาท 12 เหรียญเป็นเงิน 5 ตำลึง 24 เหรียญเป็นเงิน 10 ตำลึง 48 เหรียญเป็นเงินชั่ง 1 เงินรูเปียเมืองอินเดียนั้น 7 รูเปียเป็นเงิน 5 บาท 14 รูเปียเป็นเงิน 10 บาท 28 รูเปียเป็นเงิน 5 ตำลึง คือ 20 บาท 56 รูเปียเป็นเงิน 10 ตำลึง คือ 40 บาท 112 รูเปียเป็นเงินชั่ง 1 คือ 80 บาท เงินเหรียญวิลันดาขนาดใหญ่ 13 เหรียญเป็นเงิน 5 ตำลึง 26 เหรียญเป็นเงิน 10 ตำลึง 52 เหรียญเป็นเงินชั่ง 1...” (ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4, 2547: 395)

 

และนอกจากนี้ยังระบุการแลกเปลี่ยนเงินย่อยไว้ ดังนี้

 “...ถ้าเป็นเงินย่อยเล็กน้อยกว่าเหรียญที่ออกชื่อมานี้ แลเป็นเหรียญหักเหรียญชำรุดมีตรานายห้างเมืองจีนมาก ก็ให้รวมเอาชั่งกับเงินเหรียญนกหนักเท่า 3 เหรียญนก แล้วให้คิดเงินกัน 5 บาท เทอญ...” (ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4, 2547: 394)

 

จากเอกสารที่ได้ระบุข้างต้นทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ในช่วงแรกของการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างชาติในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น มีการระบุพิกัดการแลกเปลี่ยนเฉพาะเหรียญนกเท่านั้น ต่อมาในประกาศพิกัดเงินเหรียญนอกจึงมีการระบุพิกัดการแลกเหรียญต่างชาติเพิ่มขึ้นอีก คือ เหรียญรูเปียอินเดีย และเหรียญวิลันดา โดยมีการเทียบน้ำหนักเงินกับเหรียญนกที่ได้มีการเปรียบเทียบกับเงินตราไทยมาก่อน และสำหรับเหรียญย่อยต่างชาติต่างๆ ที่มีมูลค่าน้อยกว่าเหรียญทั้ง 3 ชนิด และเหรียญที่ชำรุด ให้รวมเงินแล้วชั่งน้ำหนักให้เท่ากับเหรียญนก 3 เหรียญ เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงิน 5 บาท

 

สำหรับการระบุอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างชาติในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นการใช้ค่าน้ำหนักของโลหะเงินเปรียบเทียบกับหน่วยน้ำหนักมาตรฐานของเงินตราไทย คือ ชั่ง ตำลึง และบาท ซึ่งเป็นหน่วยที่สูงของระบบน้ำหนักของเงินตราไทย


เงินตราต่างชาติที่ถูกนำมาใช้ในสมัยรัชกาลที่ 4

 

เงินเหรียญต่างชาติที่เข้ามาในช่วงเวลานั้นแม้จะมีหลายชาติ แต่เหรียญเงินตราต่างชาติที่ประกาศใช้ตามประกาศพิกัดเงินเหรียญนอกในประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 ได้ระบุเหรียญต่างชาติไว้ 3 ประเภท คือ เหรียญวิลันดา เหรียญนก และเหรียญรูเปีย โดยปรากฏหลักฐานการใช้เหรียญต่างชาติในเมืองท่าภาคใต้ในสมัยรัชกาลที่ 4  รายละเอียด ดังนี้

 

 

เหรียญนก

 

เหรียญนก เป็นเหรียญที่เม็กซิโกผลิตขึ้น ในปี ค.ศ. 1824 (พ.ศ. 2367) แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเหรียญบางช่วงเวลา เช่น ช่วงที่เม็กซิโกเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นจักรวรรดิ ช่วงที่ใช้เงินตราในระบบทศนิยม อย่างไรก็ตาม พบว่าเหรียญที่ถูกนำมาใช้ในประเทศไทย จะเป็นเหรียญเงิน ชนิดราคา 8 เรียล ด้านหน้าเป็นรูปนกคาบงู หันหน้าไปทางซ้าย มีอักษรระบุประเทศที่ผลิต คือ REPUBLICA MEXICANA ด้านหลังเป็นรูปหมวกเสรีภาพ มีอักษร LIBERTAD คาด มีรัศมีเปล่งออกโดยรอบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.8 เซนติเมตร หนัก 27 กรัม (ล้อม เพ็งแก้ว, 2553 : 11 - 12.)

 

2 

เหรียญนกเม็กซิโกที่มีการตีตราพระแสงจักร – พระมหามงกุฎ
ที่มาภาพ กรมธนารักษ์. วิวัฒนาการเงินตราไทย. กรุงเทพฯ: สำนักบริหารเงินตรา กรมธนารักษ์, 2545.

 

เหรียญรูเปีย

 

เหรียญรูเปีย หรือเรียกอีกอย่างว่า เหรียญเปีย หรือเหรียญรูปี เป็นเงินตราที่บริษัทอินเดียตะวันออกได้ผลิตขึ้นใหม่แทนเหรียญท้องถิ่นเดิมของอินเดีย ใน ค.ศ. 1835 (พ.ศ. 2378) โดยมีโรงงาน Calcutta New Mint เป็นผู้ผลิต เหรียญรูปแบบแรกที่ผลิต เป็นเหรียญสมัยพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 4 ต่อมาภายหลังพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 4 สวรรคต จึงได้มีการผลิตเหรียญสมัย  พระนางเจ้าวิคตอเรีย โดยมีการผลิตเหรียญออกมา 3 รุ่น คือ แบบแรกเป็นพระบรมรูปพระนางเจ้าวิคตอเรียครั้งทรงพระเยาว์ แบบที่ 2 เป็นพระบรมรูปพระนางเจ้าวิคตอเรียสวมมงกุฎ และแบบที่ 3 เป็นพระบรมรูปภายหลังบรมราชาภิเษกเป็นพระจักรพรรดินีวิคตอเรีย ภายหลังรัชสมัยพระจักรพรรดินีวิคตอเรีย ได้มีการสร้างเหรียญในรัชสมัยของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 และ พระเจ้าจอร์จที่ 5 จนกระทั่ง ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) ภายหลังอินเดียได้รับเอกราชและสถาปนาเป็นสาธารณรัฐ  จึงได้มีการยกเลิกการผลิตเหรียญรูปีตราพระบรมรูป (ล้อม เพ็งแก้ว, 2553 : 22 - 23.)

 

โดยตามรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเหรียญที่พบในเมืองท่าภาคใต้ของไทย พบว่า มีเหรียญรูเปียที่นำมาใช้ ดังนี้

 

1. เหรียญรูปี สมัยพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 4 ผลิตในปี ค.ศ. 1835 (พ.ศ. 2378) เป็นเหรียญเงิน ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 4 ระบุพระนาม WILLIAM IIII, KING. ไว้โดยรอบ ด้านหลังตรงกลางเป็นตัวอักษรระบุราคา ONE RUPEE ใต้ราคาเป็นอักษรอูรดู รายล้อมด้วยช่อชัยพฤกษ์ พร้อมทั้งตัวอักษรระบุชื่อบริษัทที่ผลิต EAST INDIA COMPANY และปีที่ผลิต คือ ค.ศ. 1835 (ล้อม เพ็งแก้ว, 2553 : 23.)

 

3

เหรียญรูปีแบบแรก สมัยพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 4 ผลิตในปี ค.ศ. 1835
ที่มาภาพ ล้อม เพ็งแก้ว. บ้าหาเบี้ย. กรุงเทพฯ: มติชน, 2553.

 

2. เหรียญรูปีสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียครั้งทรงพระเยาว์ ระบุพระนาม QUEEN VICTORIA ผลิตในปี ค.ศ. 1840 (พ.ศ. 2383) เป็นเหรียญเงิน ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระนางเจ้าวิคตอเรีย ครั้งทรงพระเยาว์ ระบุพระนาม VICTORIA QUEEN ไว้โดยรอบ ด้านหลังตรงกลางเป็นตัวอักษรระบุราคา ONE RUPEE ใต้ราคาเป็นอักษรอูรดู รายล้อมด้วยช่อชัยพฤกษ์ พร้อมทั้งตัวอักษรระบุชื่อบริษัทที่ผลิต EAST INDIA COMPANY และปีที่ผลิต คือ ค.ศ. 1840 (ล้อม เพ็งแก้ว, 2553 : 23.)

 

4

เหรียญรูปีสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียครั้งทรงพระเยาว์ ผลิตในปี ค.ศ. 1840
ที่มาภาพ ล้อม เพ็งแก้ว. บ้าหาเบี้ย. กรุงเทพฯ: มติชน, 2553.

 

เหรียญวิลันดา

 

คำว่า วิลันดา อาจหมายถึง ประเทศฮอลันดา แต่เหรียญวิลันดาในที่นี้อาจหมายถึงเหรียญตะวันตกชาติอื่นๆ ทั้งหมด ที่ไม่ใช่เหรียญนกและเหรียญรูเปีย โดยจะพบว่า เงินตราในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่พบในเมืองท่าภาคใต้ ปรากฏเหรียญตะวันตกชาติอื่นๆ ที่ไม่ใช่เหรียญนกและเหรียญรูเปียที่พบในเมืองท่าภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นเหรียญสเปน

 

โดยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ประเทศสเปน ได้นำแร่เงินจากเหมืองแร่ขนาดใหญ่ในเม็กซิโก โบลีเวีย และเปรูมาผลิตเหรียญกษาปณ์เงินที่มีขนาด น้ำหนัก รูปแบบ และความบริสุทธิ์ของโลหะเหมือนกัน (นวรัตน์ เลขะกุล, 2542: 72.) ช่วงแรกของการผลิตจะเป็นตราประทับต่างๆ เช่น ตราแผ่นดิน โดยไม่มีพระบรมรูป โดยตั้งแต่สมัยพระเจ้าฟิลิปที่ 5 จึงได้มีการนำพระบรมรูปมาใช้บนเหรียญเป็นครั้งแรก และตั้งแต่สมัยพระเจ้าชาร์ลที่ 3 (พ.ศ. 2302 – 2331) จึงได้มีการนำพระบรมรูปมาใช้บนเหรียญทุกชนิดโลหะ (Burton Hobson, 1971: 403 - 404.) สำหรับเหรียญสเปนที่ปรากฏในเมืองท่าทางภาคใต้ของไทยนั้น มีดังนี้

 

1. เหรียญ 8 เรียล สมัยพระเจ้าชาร์ลที่ 4 เป็นเหรียญเงินมูลค่า 8 เรียล ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระเจ้าชาร์ลที่ 4 ระบุพระนาม CAROLUS IIII พร้อมทั้งอักษรว่า DEI GRATIA ที่แปลว่าความปรานีของพระผู้เป็นเจ้า (the Grace of God) และปี ค.ศ. ที่ผลิต ด้านหลังเป็นตราแผ่นดินภายใต้มงกุฎ ขนาบด้วยเสา ทั้ง 2 ข้าง รายล้อมด้วยอักษร HISPAN. ET IND. REX. M. 8 R. F.M. โดย HISPAN. ET IND. REX. หมายถึง พระมหากษัตริย์แห่งสเปนและอินเดีย ตามด้วย   ชื่อย่อของโรงกษาปณ์ มูลค่าของเหรียญ และเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ (ล้อม เพ็งแก้ว, 2553 : 11.)

 

5

เหรียญ 8 เรียล สมัยพระเจ้าชาร์ลที่ 4 ผลิตในปี ค.ศ. 1801
ภาพจาก ล้อม เพ็งแก้ว. บ้าหาเบี้ย. กรุงเทพฯ: มติชน, 2553.

 

2. เหรียญ 8 เรียล สมัยพระเจ้าเฟอร์ดินานที่ 7 เป็นเหรียญเงินมูลค่า 8 เรียล ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระเจ้าเฟอร์ดินานที่ 7 ระบุพระนาม FERDIN VII พร้อมทั้งอักษรว่า DEI GRATIA ที่แปลว่าความปรานีของพระผู้เป็นเจ้า (the Grace of God) และปี ค.ศ. ที่ผลิต ด้านหลังเป็นตราแผ่นดินภายใต้มงกุฎ ขนาบด้วยเสา ทั้ง 2 ข้าง รายล้อมด้วยอักษร HISPAN. ET IND. REX. M. 8 R. H.I. โดย HISPAN. ET IND. REX. หมายถึง พระมหากษัตริย์แห่งสเปนและอินเดีย ตามด้วยชื่อย่อของโรงกษาปณ์ มูลค่าของเหรียญ และเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ

 

6

เหรียญ 8 เรียล พระเจ้าเฟอร์ดินานที่ 7 ผลิตในปี ค.ศ. 1809
ที่มาภาพ Bank Negara Malaysia. MALAYSIAN NUMISMATIC HERITAGE.
Malaysia: The Money Museum and Art Centre, 2005.

 

อย่างไรก็ตาม ในหนังสือ Siamese Coins พบภาพเหรียญชนิด 8 เรียล เปรู ที่มีการตอกตราพระมหาพิชัยมงกุฎ – แสงจักร จึงอาจเป็นไปได้ว่า เหรียญวิลันดาอาจหมายถึง เหรียญชนิด 8 เรียล เปรูด้วย  ก็เป็นได้

 

7

เหรียญ 8 เรียล เปรู ที่มีการตอกตราพระมหาพิชัยมงกุฎ – แสงจักร
ที่มาภาพ Ronachai Krisadaolarn. Siamese Coins: from Funan to the Fifth Reign.
Bangkok: Riverbooks, 2012.

 

เหรียญต่างชาติที่นำเข้ามาในประเทศไทยในช่วงรัชกาลที่ 4 มีหลากหลายชนิด ประเภทและชนชาติที่ผลิต อย่างไรก็ตามในประกาศรัชกาลที่ 4 ได้มีการระบุพิกัดเหรียญต่างชาติไว้ 3 ประเภท คือ 1. เหรียญนก  ที่ค่อนข้างระบุได้ชัดเจนแล้วว่า หมายถึง เหรียญนก 8 เรียล ของเม็กซิโก 2. เหรียญรูเปีย เชื่อว่าน่าจะเป็นเงินตราที่บริษัทอินเดียตะวันออกได้ผลิตขึ้นใหม่แทนเหรียญท้องถิ่นเดิมของอินเดีย ใน ค.ศ. 1835 โดยมีโรงงาน Calcutta New Mint เป็นผู้ผลิต โดยปรากฏเหรียญที่เมืองท่าภาคใต้ 2 รูปแบบ คือ เหรียญรูปี สมัยพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 4 และเหรียญรูปีสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียครั้งทรงพระเยาว์ 3. เหรียญวิลันดา ไม่สามารถระบุได้ชัดว่า หมายถึงเหรียญในกลุ่มใด หากแต่พิจารณาตามเหรียญที่พบทางเมืองท่าภาคใต้ขอ'ไทยอาจหมายถึงเหรียญสเปน อย่างไรก็ตามอาจหมายถึงเหรียญชนิด 8 เรียล เปรู ที่มีการตอกตราพระมหาพิชัยมงกุฎ – แสงจักร

 

จากข้อมูลทั้งหมดข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า การแลกเปลี่ยนเงินต่างชาติในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 ยังคงใช้การแลกเปลี่ยนด้วยเงินตราตามน้ำหนักของโลหะเงิน ซึ่งเหรียญต่างชาติจะมีการระบุมูลค่าของโลหะเงินไว้ โดยหน่วยน้ำหนักของเงินตราจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ โดยประเทศไทยได้มีการกำหนดพิกัดของการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างชาติแต่ละชนิด เพื่อช่วยให้สามารถแลกเปลี่ยนค้าขายได้สะดวกขึ้น


 

เอกสารอ้างอิง
กรมธนารักษ์. วิวัฒนาการเงินตราไทย. กรุงเทพฯ: สำนักบริหารเงินตรา กรมธนารักษ์, 2545.
นวรัตน์ เลขะกุล. เบี้ย บาท กษาปณ์ แบงก์. กรุงเทพฯ: สารคดี, 2542.
ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย, 2547.
ล้อม เพ็งแก้ว. บ้าหาเบี้ย. กรุงเทพฯ: มติชน, 2553.
อโณทัย บุตรเวช. “การศึกษาเงินตราในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่พบในเมืองท่าภาคใต้.” สารนิพนธ์ศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2554.
Bank Negara Malaysia. MALAYSIAN NUMISMATIC HERITAGE. Malaysia: The Money Museum and Art Centre, 2005.
Burton Hobson. ILLUSTRATED ENCYCLOPEDIA OF WORLD COINS. London: Robert Hale, 1971.
Ronachai Krisadaolarn. Siamese Coins: from Funan to the Fifth Reign. Bangkok: Riverbooks, 2012.