| |
หน่วยเรียกเงินตราไทยจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน
(19 โหวต)
| ยอดผู้เข้าชม : 5006

 

จันจิรา เทวฤทธิ์



 

สองเมล็ดข้าว

สองกล่อม     

สองกล่ำ

สี่ไพ

สองเฟื้อง

เป็น

เป็น

เป็น

เป็น

เป็น

หนึ่งกล่อม

หนึ่งคำ

หนึ่งไพ

หนึ่งเฟื้อง

หนึ่งสลึง

 lines

สองเมล็ดข้าว

สองกล่อม     

สองกล่ำ

สี่ไพ

สองเฟื้อง

เป็น

เป็น

เป็น

เป็น

เป็น

หนึ่งกล่อม

หนึ่งคำ

หนึ่งไพ

หนึ่งเฟื้อง

หนึ่งสลึง



ระบบเงินตราของชนชาติไทในดินแดนสุวรรณภูมิ ได้รับอิทธิพลจากจีน จนกระทั่งได้อพยพถิ่นฐานลงมาอยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก็ยังนำเครื่องชั่งน้ำหนักที่เรียกว่า “ตาเต็ง” มาใช้ โดยมีระบบการชั่งที่แบ่งน้ำหนักของสิ่งของต่างๆ ออกเป็นหน่วย ดังนี้

 

photo6sมาถึงสมัยสุโขทัยที่ชนชาติไทเริ่มคิดประดิษฐ์เงินตราเป็นของตนเองจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์เงินตราไทยที่เรียกว่า “เงินพดด้วง” โดยกำหนดมูลค่าของเงินพดด้วงเท่ากับน้ำหนักของโลหะเงินที่ใช้ผลิตอย่างที่เคยทำมาก่อนยุคสุโขทัย และการผลิตพดด้วงด้วยโลหะเงินเพียงอย่างเดียว จึงเป็นที่มาของการเรียกสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนนี้ว่า “เงิน” หรือ “เงินตรา” อันได้แก่ เงินพดด้วงที่ประทับตราบนเนื้อโลหะเงิน จึงเป็นคำเรียกทั้งโลหะเงิน รวมทั้งเงินตราด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงถือเอาหน่วยน้ำหนักเป็นหน่วยของเงินตราสืบต่อมา ซึ่งแบ่งออกได้ ๕ หน่วย คือ ไพ เฟื้อง สลึง บาท และตำลึง โดยที่ “ตำลึง” คือหน่วยน้ำหนักที่สูงสุดซึ่งพอเหมาะแก่ การใช้สอยและพกพา ส่วน “ไพ” คือหน่วยเล็กที่สุด ที่ยังสามารถหยิบจับได้ เพราะค่าน้ำหนักที่ต่ำกว่านี้จะทำให้ได้เงินพดด้วงที่เล็กเกินไปจนยากในการหยิบฉวยและเก็บรักษา แต่ด้วยขนาดที่เล็กเกินไปในยุคต่อๆ มาได้ๆ ผลิตเงินพดด้วงน้ำหนัก ๒ ไพขึ้นแทน และใช้เบี้ยหอยเป็นหน่วยเงินตราปลีกย่อย แบ่งออกได้ ดังนี้



 

๕๐ เบี้ย

๑๐๐ เบี้ย

๒๐๐ เบี้ย

๘๐๐ เบี้ย

๑,๖๐๐ เบี้ย

๔ สลึง

๔ บาท

๒๐ ตำลึง

เท่ากับ

เท่ากับ

เท่ากับ

เท่ากับ

เท่ากับ

เท่ากับ

เท่ากับ

เท่ากับ

๑ กล่อม

๒ กล่อม

๒ กล่ำ

๔ ไพ

๒ เฟื้อง

๑ บาท

๑ ตำลึง

๑ ชั่ง

 

เท่ากับ

เท่ากับ

เท่ากับ

เท่ากับ

 

 

 

 

๑ กล่ำ

๑ ไพ

๑ เฟื้อง

๑ สลึง



มีคำพังเพยบทหนึ่งที่ว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ซึ่งกล่าวเปรียบเทียบกับค่าของเงินที่จะได้รับหากต้องเลือกระหว่างการพูดกับการสงบปากสงบคำ หน่วยนับเงินตราไทยดังกล่าวคงใช้อย่างสืบเนื่องมาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ 5 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มใหม่มีการผลิตเหรียญกลมแบนอย่างสากลนิยมออกใช้แทนการผลิตเงินพดด้วง ทำให้หน่วยเงินตราได้รับการปรับเปลี่ยนไป ดังนี้

 

ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดการปฏิรูปหน่วยนับเงินตราเพื่อใหม่เป็นไปตามอย่างมาตรฐานสากลที่มีความสะดวกในการจัดทำบัญชี เรียกว่า “ระบบทศนิยม” ซึ่งมีหน่วยนับ คือ บาท และ สตางค์ โดยยังคงเหลือหน่วยนับคำว่า “สลึง” ซึ่งได้ปรากฏบนเหรียญกษาปณ์ ครั้งหลังสุดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนที่ผู้คนจะใช้เป็นเพียงภาษาพูดเท่านั้นในปัจจุบัน

 

line

 

อ้างอิง 

นวรัตน์ เลขะกุล. เบี้ย บาท กษาปณ์ แบงค์. สำนักพิมพ์สารคดี ในนามบริษัท วิริยะธุรกิจ จำกัด

กรมธนารักษ์. เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกกรุงรัตนโกสินทร์ .. ๒๓๒๕-๒๕๒๕.